2007/Apr/26

นิยายเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน ไม่ได้มีเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือสถานที่ใดและมีเนื้อหา Y ใครที่ไม่ชอบกรุณาปิดนิยายเรื่องนี้ได้เลยค่ะ

ข้อสุดท้าย: ไม่อนุญาตให้คัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของนิยายเรื่องนี้นะคะ

********************************

วันที่ผมพบปีศาจ

ตอนที่ 4

ก่อนอาหารเย็นเล็กน้อย เมฆอาสาจะทำกลอนประตูห้องน้ำให้ คงเพราะเหตุการณ์เมื่อวานทำให้แม่ผมไม่ได้ปฏิเสธอะไร แต่พอแม่จะยื่นเงินให้ไปซื้อกลอนประตูมาเจ้าปีศาจกลับบอกว่า

ผมซื้อมาแล้วครับ

ผมมองกลอนสีเงินวาวในมือปีศาจหน้าหล่อด้วยความสนใจ เพราะตลอดเวลาที่ไปเดินตลาดนัด เจ้านั่นเดินตามผมต้อยๆ จนนึกไม่ออกว่ามันไปซื้อมาตอนไหน

มันต้องเป็นกลอนเวทมนตร์แน่ๆ...

ผมคิดอย่างตื่นเต้นพลางชะเง้อคอมองจนแทบเคล็ด คาดหวังว่าจะได้เห็นเวทมนตร์ของจริงจากคนตรงหน้าไม่ใช่จากในทีวีหรือเกมอีกแล้ว เหมือนรู้ทัน นายปีศาจหันมาส่งยิ้มหวานให้ผม

ช่วยหยิบค้อนแล้วตามฉันไปที่ห้องน้ำทีนะ เต้ 

ผมพยักหน้าแล้ววิ่งไปหาค้อนตามที่เจ้านั่นสั่ง ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าถ้าหากเจ้าปีศาจนั่นจะใช้เวทมนตร์จริง อุปกรณ์ทั้งหลายก็ไม่จำเป็นต้องใช้สักนิด เว้นแต่ว่ามันจะไก่อ่อนเสียจนต้องบังคับค้อนให้ตอกตะปู ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง ผมว่าผมเสียเวลาตอกเองดีกว่า

แต่ในที่สุด มันก็ไม่ใช่ทั้งสองอย่างนั่นแหละ

เจ้านั่นไม่ได้ใช้อะไรเลย นอกจากสองมือของมันเอง!

เสียงตอกตะปูดังโป้ง! สนั่นไปพร้อมกับการสั่นสะเทือนเล็กน้อยของตัวบ้าน ผมได้แต่ยืนมองเจ้าปีศาจใช้ค้อนทุบลงไปบนตะปูอย่างเมามันเหมือนระบายอารมณ์โกรธใครมาสักชาติ แถมพอผมออกปากถาม มันยังหันมาแขวะใส่ผมอีกแน่ะ

ทำไมฉันจะต้องทำเรื่องไร้สาระอย่างใช้เวทมนตร์ด้วยล่ะ ในเมื่อการตอกตะปู ใช้แค่แรงกับอุปกรณ์อีกเล็กน้อยก็ทำได้แล้ว แถม... 

มันหยุดพูดแค่นั้นก่อนยักไหล่เหมือนไม่ใส่ใจ โธ่โว้ย! แล้วจะหลอกให้มายืนดูทำไมวะ ตั้งนานสองนาน

ฉันไม่ได้พูดสักคำว่าจะใช้เวทมนตร์ นายคิดของนายไปเองคนเดียว

ไอ้บ้านี่ มันอ่านใจผม!

เออ! ฉันผิดเองก็ได้วะ!!

ผมตะคอกใส่แล้วหันหลังจะเดินออกจากห้องน้ำ แต่เมฆกลับจับต้นแขนผมก่อนดึงเข้าไปหามัน จากนั้นเจ้าปีศาจก็โน้มปากของมันลงมาปิดปากของผมไว้ กว่าจะรู้สึกตัวว่าถูกล่วงเกินอีกแล้วก็สายเกินไป สัมผัสร้อนที่เคลื่อนไหวไปมาอยู่ในปากมันทำให้สติของผมเริ่มพร่าเลือนไปทุกขณะ

พอแค่นี้ก่อนดีกว่า

เสียงกระซิบแผ่วเรียกสติผมให้กลับคืนมา ผมรีบผลักเจ้าเมฆและตั้งท่าจะวิ่งออกจากห้องน้ำ แต่ขาเจ้ากรรมดันเกิดชาหมดแรงเอาตอนไหนไม่รู้ แค่วางเท้าลงบนพื้นเท่านั้นแหละ... ได้เรื่อง

เมฆรีบคว้าตัวผมไว้ก่อนที่จะร่วงไปกองกับพื้น เพราะกำลังตกใจผมจึงไม่เฉลียวคิดสักนิดว่าตอนนี้ร่างกายของเราสองคนอยู่ใกล้ชิดกันมากขนาดไหน ดังนั้นผมเลยเผลอผลักเจ้าปีศาจสุดแรงเกิดเมื่อเห็นว่าปลายจมูกของเจ้านั่นห่างจากแก้มผมไม่ถึงหนึ่งเซนติเมตร

เฮ้ย!

อุทานได้คำเดียวล่ะครับ หลังจากนั้นโลกก็ตีลังกาทันที ผมหลับตาปี๋เพราะมั่นใจว่าตัวเองเสียหลักล้มกลิ้งไปแล้วแน่นอน และยิ่งรู้สึกใจคอไม่ดีเมื่อได้ยินเสียงของหล่นดังโครมครามตามหลัง ผมภาวนาในใจอย่างเอาเป็นเอาตายว่าขออย่าให้พวกกะละมัง ถัง หรืออะไรก็ตามแตกเลย

ผมรอจนกระทั่งเวลาผ่านไปได้สักพักจึงตัดสินใจแง้มเปลือกตาขึ้นดูสถานการณ์รอบตัว ทว่าสิ่งแรกที่ได้เห็นกลับทำให้ผมนึกอยากหลับตาลงไปใหม่และไม่ต้องตื่นมาเจอภาพสยองขวัญสั่นประสาทนี่อีกตลอดกาล

เพราะภาพสยองนั้นคือเรือนผมสีดำเป็นเงางามของใครบางคนกำลังลอยเด่นอยู่ตรงหน้า ยิ่งไปกว่านั้น สัมผัสร้อนของลมหายใจที่ระรดตรงต้นคออย่าสม่ำเสมอ มันทำให้ผมรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวบอกไม่ถูก เป็นเวลานานเลยทีเดียวกว่าจะสำนึกได้ว่าควรทำอะไรเป็นอย่างแรก

ว้ากกกก!!

ผมแหกปากตะโกนไปพร้อมกับรวบรวมกำลังทั้งหมดผลักร่างที่กำลังทาบทับอยู่ให้พ้นตัว แต่เจ้าของกลับนอนนิ่งไม่เขยื้อนเลยสักนิด ผมมองต้นแขนผิวเข้มที่ใหญ่กว่าคอของตัวเองพลางกลืนน้ำลาย ใจเริ่มกระหวัดถึงคำพูดที่เมฆเคยพูดไว้เมื่อคืนก่อน นี่ถ้ามันเกิดอยากทำอย่างที่ปากว่า เอวบางร่างผอมแห้งอย่างผมจะไปสู้อะไรมันได้

แต่ก่อนที่สมองผมจะคิดฟุ้งซ่านไปมากกว่านั้น เสียงสูดปากของนายปีศาจได้ดังขึ้นเรียกให้ผมหันไปมอง และสาบานได้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นความเจ็บปวดของนายปีศาจหน้าหล่อ ผมรีบผุดลุกขึ้นจับเจ้านั่นให้นั่งในท่าสบาย หัวใจกระตุกวาบทันใดเมื่อเห็นว่าท่อนแขนข้างหนึ่งของเจ้านั่นอยู่ใต้หัวผมพอดิบพอดี

เมฆ... เป็นอะไรไปน่ะ... นะ... นายแขนหักเหรอ?

เปล่า... ไม่... โอย...

ปากมันพูดปฏิเสธก็จริงแต่ไอ้หน้าตาที่บิดเบี้ยวเหยเกนี่บอกได้ชัดๆ ว่า ไม่ ของมันนี่ มันคง ใช่ อย่างที่ผมนึกกลัวแหง

ไม่บ้าไม่บออะไร แขนนายหักแน่ๆ แล้วนี่นึกอุตริอะไรเอาแขนมารองหัวฉันน่ะ หา! ไอ้บ้า!!

ดวงตาสีม่วงที่จ้องหน้าผมอยู่วาววามขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหลุบมองจุดที่ผมล้มลงไป ผมรีบหันไปมองทางด้านหลัง ขนหัวแทบลุกเมื่อเห็นว่าสาเหตุที่เจ้าเมฆต้องแขนหักเป็นเพราะอะไร

ห่างจากจุดที่หัวของผมเคยวางไว้เพียงนิดเดียวมีตะปูขึ้นสนิมตัวเขื่องยื่นออกมาจากเสา!!

ผมสะบัดหัวเพื่อไล่ความรู้สึกสยองและหันไปมองหน้าเจ้าปีศาจ เห็นมันกำลังยักคิ้วและส่งยิ้มให้ผม

บ้าชะมัด! เรื่องแค่นี้ทำไมใจต้องเต้นด้วยฟะ!!

ความเก้อเขินเข้าเกาะกุมจนผมต้องเบือนหลบแววตากรุ้มกริ่มคู่นั้น โชคดีที่บรรยากาศน่ากระอักกระอ่วนคงอยู่ได้ไม่นาน แม่ผมก็เปิดประตูห้องน้ำเข้ามาพอดี

เต้ เสียงอะไร... ตายแล้ว! เมฆหกล้มเหรอลูก!!

ผมไม่เป็นอะไรครับคุณน้า

เจ้าปีศาจบอกปัดทั้งที่ใบหน้ายังซีดเซียว แม่ผมรีบปราดเข้ามาดูหลานชายตัวปลอมด้วยความเป็นห่วง ดูแม่ลนลานอย่างเห็นได้ชัดขณะจับแขนเมฆที่บวมตุ่ยเบาๆ

แขนหักไหมนะ... หกล้มท่าไหนกันล่ะนี่

ถูกของหนักทับนิดหน่อยครับ แต่ผมคิดว่าคงแค่เคล็ด 

ไอ้ปีศาจบ้ามันกล่าวหาผมว่าเป็น ของหนัก หรือนี่!

ผมถลึงตาและแยกเขี้ยวใส่เจ้าปีศาจ แต่โชคร้ายที่แม่หันมาเห็นท่าทางของผมพอดี ดวงตาของแม่เหมือนมีเปลวไฟลุกพรึบขึ้นมาวูบหนึ่งแล้วหายไป แต่ยังคงความน่ากลัวครบทุกกระเบียดนิ้ว

เต้ พยุงพี่เขาออกไปทีนะ แม่จะไปหายา

น้ำเสียงแม่ผมเย็นชาทีเดียว ผมยิ้มเจื่อนและเดินคอตกไปหาเจ้าปีศาจ ขยับแขนข้างที่ไม่บาดเจ็บมาพาดบ่า แม่หันมามองผมอีกครั้งแล้วเดินออกไปจากห้องน้ำ

อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ ฉันไม่ได้แกล้งนายนะ

เจ้าปีศาจทำหน้าอ้อนทำเสียงง้องอนเต็มที่ ให้ตายเถอะ! นี่มันคิดว่าผมเป็นเด็กสามขวบหรือไงกัน

ก็ไม่ได้โกรธอะไรนายนี่ หุบปากแล้วใช้ขาตัวเองเดินซะ ฉันหนัก

ผมบ่นแต่ยังไม่ได้ปล่อยให้เจ้านั่นเดินเองตามที่ปากว่าหรอกนะ ถึงจะไม่ชอบขี้หน้ายังไงผมก็ไม่ใจไม้ไส้ระกำขนาดนั้นหรอกน่า แต่เพราะอย่างนี้แหละ ผมจึงไม่รู้เลยว่าตอนนี้เมฆกำลังใช้แววตาแบบไหนมองผมอยู่

ผมพาเมฆถูลู่ถูกังออกมาจากห้องน้ำ เห็นแม่กำลังค้นอะไรบางอย่างอยู่ในตู้ยาข้างฝาผนัง สักพักแม่ก็ถือแผงยาแก้ปวดกับยานวดวางไว้บนโต๊ะพับ แล้วมาช่วยผมพยุงเมฆไปนั่ง

เต้... ช่วยแม่หาผ้าพันแผลให้หน่อยสิ หายังไงก็ไม่เจอ ไม่รู้ไปวางไว้ตรงไหน

ผมพยักหน้าแล้วเดินไปหาผ้าพันแผลตามที่แม่สั่ง ตอนที่กำลังรื้อกล่องใส่ผ้าอยู่นั้นก็แอบมองคนทั้งสอง แม่ผมกำลังบีบยาใส่แขนของเจ้าปีศาจอยู่พอดี ผมลอบยิ้มเมื่อเห็นคิ้วเข้มของเมฆกระตุกเล็กน้อยเพราะความเจ็บ นึกขำอยู่ในใจว่าปีศาจมันก็เจ็บเป็นเหมือนกัน

เดี๋ยวสิ! ลืมไปเลยว่าปีศาจมันรักษาตัวเองได้!!

ผมหน้าหงิกทันทีที่นึกออกพร้อมกับที่หาผ้าพันแผลเจอพอดี ผมบ่นงึมงำพลางเดินเข้าไปหาแม่และวางผ้าไว้บนโต๊ะ แม่เอ่ยปากสั่งผมอีกครั้งโดยไม่ได้ละสายตาจากแขนของนายปีศาจจอมมารยา

ไปดูข้าวทีว่าสุกหรือยัง อย่าลืมอุ่นกับข้าวด้วยนะ 

ครับแม่

ผมรับคำสั่งอย่างเหนื่อยหน่าย กรรมเวรอะไรของผมนะที่ต้องมาติดแหงกอยู่กับไอ้ปีศาจร้อยเล่ห์ตัวนี้...

*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*

หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จแม่ผมก็หยิบงานขึ้นมาทำ ส่วนผมยังมีการบ้านค้างอยู่จึงได้หอบขึ้นไปทำบนห้องโดยมีปีศาจเมฆเดินตามผมมาด้วย ดังนั้นผมจึงรู้สึกเสียวสันหลังทันทีที่เห็นเจ้านั่นลงกลอนประตูเมื่อพวกเราอยู่ในห้องกันเรียบร้อยแล้ว

แก... อย่าคิดทำอะไรบ้าๆ นะโว้ย

ผมคำรามพลางกอดกระเป๋านักเรียนไว้แน่นอย่างหมายยึดเป็นที่พึ่งพิง แต่เจ้าเมฆกลับเดินลิ่วไปยังที่นอนแล้วทรุดตัวลงนั่ง ถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนบอกผมว่า

จะทำการบ้านไม่ใช่หรือไง รีบๆ ทำซะให้เสร็จสิ

แล้วมันก็กลายร่างเป็นปีศาจ นั่งสำรวจแขนตัวเองที่บวมมากขนาดมีพันผ้าเอาไว้อย่างแน่นหนาแล้วยังสามารถเห็นได้ชัด

ทำไมนายไม่รักษาตัวเองล่ะ?

ทำการบ้าน มันสั่งเสียงเข้มจนผมต้องกลืนน้ำลายด้วยความกลัวและหยิบการบ้านขึ้นมาทำเงียบๆ

ผมไม่ใช่คนเรียนเก่งอย่างหน้าตาที่เหมือนเด็กคงแก่เรียน แต่ผมก็ไม่ได้หัวขี้เลื่อยขนาดทำการบ้านวิชาคณิตศาสตร์ไม่เป็นแม้จะใช้เวลามากกว่าวิชาอื่นก็ตาม และเพราะผมต้องใช้สมาธิในการคิดคำนวณสูงจึงไม่อาจวอกแวกหันไปมองว่าเจ้าปีศาจทำอะไรอยู่ ซึ่งถ้าหากละปากกาลงสักนิด ขยับคอเพื่อพักสมองอีกสักหน่อย ผมคงได้เห็นว่าดวงตาที่ปกติเป็นสีม่วงคล้ำของเจ้านั่นมันกำลังเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม

เอ... 84 แล้วต้องเอาไป...

ผมเริ่มขยับนิ้วนับตามก่อนจรดปากกาลงในกระดาษ จดจ่อกับการบ้านมากเสียจนไม่ได้ยินเสียงลมหายใจที่เริ่มหนักขึ้นของใครอีกคนที่อยู่ในห้อง

7 แล้วยังไงต่อหว่า...

จรดปากกาอีกครั้งและยังไม่รู้ตัวว่าร่างสูงใหญ่นั้นกำลังคลานมาหาผมช้าๆ...

แล้ว 15 ก็จะได้เท่ากับ... อ๊ะ!!!

มือใครบางคนกระชากไหล่ของผมอย่างแรงและกดมันลงกับพื้น แว่นสายตาเอียงกระเท่เร่แทบหลุดออกจากใบหน้าแต่ผมไม่มีเวลาสนใจ พยายามยกมือขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองจากผู้คุกคามโดยสัญชาติญาณแต่กลับถูกยึดเอาไว้แน่น เจ้านั่นตวัดตัวคร่อมร่างผมเพื่อไม่ให้ดิ้น หลังจากนาทีนั้น หัวใจผมแทบหยุดเต้นเมื่อได้เห็นหน้าของนายปีศาจนั่นเต็มสองตา

เรือนผมสีดำขลับยาวสยายและสะบัดไปมาราวกับมีชีวิต ดวงตาสีแดงฉานดุจโลหิตมนุษย์แต่วาววามโชนแสงจ้า เขี้ยวขาวเงาวับโง้งยาวผ่านพ้นริมฝีปากที่มีน้ำลายไหลยืดย้อย เจ้าปีศาจตวัดลิ้นเลียปากของตนด้วยท่าทางหิวกระหาย เล็บของมันงอกยาวมากขึ้นอย่างน่าขนหัวลุก

เมฆ...

ความจริงแล้วผมอยากจะพูดอะไรมากกว่านี้ แต่หลังจากคำนั้นกลับเหมือนหายลงคอไปดื้อๆ สัญชาติญาณของผมร้องเตือนว่าให้ทำอะไรสักอย่าง แต่ร่างกายผมกลับไม่ยอมทำตาม มันแข็งค้างคล้ายกับรอคอยที่จะเป็นอาหารอันโอชะของปีศาจร้ายผู้กำลังโน้มใบหน้าลงมาหาช้าๆ

ไม่นะ....

เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ดวงตาเบิ่งค้างมองใบหน้าที่ยังพอมีเค้าคมสันแต่ชวนขนหัวลุกอย่างยิ่งเคลื่อนใกล้เข้ามาทุกขณะ

ใครก็ได้... ช่วยผมด้วย.....

ทันใดนั้น ร่างกายของปีศาจก็พลันมีแสงสว่าง มันเรืองจ้าจนตาของผมพร่ามัวและมองอะไรไม่เห็น จากนั้น ผมได้ยินเสียงร้องคำรามคล้ายเสียงสัตว์ป่าที่กำลังคุ้มคลั่ง ร่างของมันกลิ้งเกลือกไปมาบนพื้นราวกับกำลังทุรนทุรายด้วยเจ็บปวดเหลือคณา

เต้... หนี...

เสียงเมฆดังออกมาจากแสงสว่างนั้น ผมกลืนน้ำลายและกำลังจะลุกขึ้น แต่กลับต้องล้มกลิ้งลงไปอีกครั้งเมื่อมือของคนที่เพิ่งบอกให้หนีเอื้อมมาจับขาผมเอาไว้

มันเกิดขึ้นเร็วมากจนไม่ทันตั้งตัว ร่างของผมถูกดึงเข้าไปหาร่างของปีศาจ มันเคลื่อนตัวทาบทับผมอย่างรวดเร็วและโน้มปากของมันลงมาบดขยี้ริมฝีปากผมอย่างรุนแรง สัมผัสร้อนผ่าวเต้นเร่าไปมาในโพรงปากเริ่มทำให้สติของผมพร่าเลือน และก่อนที่สัมปชัญญะจะดับลงไปนั้น....

ท่ามกลางแสงสว่าง ผมเห็นเงาของใครคนหนึ่งซ้อนทับอยู่กับร่างของปีศาจ เขาคนนั้นกำลังต่อสู้กับมันอย่างเอาเป็นเอาตาย...


edit @ 2007/05/01 17:27:28
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
อ๋าๆๆๆๆๆๆ
ตื่นเต้นลุ้นระทึก
#1  by  moonyforever At 2007-05-01 19:36, 
ตื่นเต้น ตื่นเต้น ~!!!
ต้องติดตามกันต่อไป

เขียนไวไวน่ะจ้ะ
#3  by  panda (203.154.48.14) At 2007-05-15 20:47, 

<< Home