Novel

ไอ้บ้าเมฆ จำไว้เลยนะ

ผมบ่นงึมงำขณะที่เดินไปตามทางที่เต็มไปด้วยหลุมอุกาบาตอีกครั้งในเช้าวันต่อมา อย่าเพิ่งหมั่นไส้ครับว่าผมจะบ่นอะไรนักหนาทั้งที่เมื่อวานเจ้าเมฆก็เอาใจซะขนาดนั้น ทั้งพาหายตัว ทั้งซื้อกันดั้มให้ ก็เพราะไอ้โมเดลที่ว่านี่แหละทำให้ผมต้องมาเดินบ่นเป็นหมีกินผึ้งอยู่อย่างนี้

หลังจากเมฆพาผมกลับบ้านด้วยวิธีลัด แค่ชั่วพริบตาผมก็มายืนอยู่หน้าประตูบ้านอย่างไม่น่าเป็นไปได้ ชั่วพริบตาจริงๆ ครับ กระพริบตาทีเดียวก็มายืนอยู่หน้าบ้านแล้ว ยังไม่ทันได้รับรู้รสชาติของความตื่นเต้นอะไรสักเท่าไหร่เลย ขณะที่กำลังงงๆ เจ้าปีศาจก็ลากผมเข้าบ้าน พอเห็นสาเหตุที่มันให้ข้อเสนอกับผมก็แทบเป็นลม หนนี้แม่ผมรับงานประกอบหัวไฟแช็คมา แน่นอนว่าที่มันพาผมกลับมาเร็วก็เพราะต้องการให้ผมช่วยแม่ด้วย ผมก็ไม่ได้หงุดหงิดอะไรมากมายหรอกครับ เป็นหน้าที่ลูกอยู่แล้ว แต่ที่โมโหจริงๆ ก็คงเป็นไอ้โมเดลกันดั้มมากว่า

โมเดลกันดั้มสวยงามเลิศเลอไร้ที่ติจริงๆ ทันทีที่ผมเห็นมันนี่แทบจะถลาเข้าไปหอมแก้มเจ้าเมฆสัก 4-5 รอบ เฮ้ย! ผมแค่อยากขอบคุณนะอย่าคิดลึก แต่ก็เกือบจะทำอย่างนั้นอยู่แล้วล่ะถ้าโมเดลที่ว่าไม่ได้มีลูกเล่นอะไรใส่ไว้

ฉันใส่ออฟชั่นพิเศษให้ด้วย

เมฆมันพูดแค่นั้นแหละตอนที่ผมหยิบหุ่นยนต์สุดเท่ขึ้นมาดู ตอนแรกรู้สึกตื่นเต้นนิดๆ ที่เห็นมันขยับและผมคงจะนึกชอบมันจริงๆ ถ้ามันจะไม่ขยับมาหยิบเอาเงินในกระเป๋าเสื้อของผมไปกินหน้าตาเฉย

เฮ้ย!!

ผมร้องอย่างตกใจเมื่อเห็นกันดั้มอ้าปากกลืนแบงก์ยี่สิบลงคอ แต่พอหันไปหาไอ้ปีศาจบ้าก็เห็นมันกุมท้องตัวงอ ยกมือปิดปากเหมือนสะกดเสียงหัวเราะแทบตายก่อนเฉลยเสียงสั่น

ฉัน... ทำให้มันเป็นกระ... ปุกออมสินรุ่นพิเศษน่ะ

แค่ได้ยินคำว่ากระปุกออมสิน ผมก็ลงมือเขย่าไอ้เจ้าหุ่นแสนแพงตัวนี้ทันที

ไม่มีประโยชน์หรอก มันจะคายเงินออกมาต่อเมื่อนายต้องการใช้จริงๆ เท่านั้น

ไอ้บ้านี่!! แกหลอกฉันเรอะ

หลอกเหลิกอะไรกัน ฉันอุตส่าห์ซื้อของแพงให้นายนะ ไม่เห็นบุญคุณแล้วยังจะมากล่าวหากันอีกเรอะ

เมฆลอยหน้าลอยตาตอบ โธ่เว้ย!! นี่โกรธจริงๆ นะไอ้บ้า

ได้ของขวัญแล้วก็รีบๆ ทำการบ้านเข้า จะได้ลงไปช่วยแม่นาย เมฆหันไปมองนาฬิกาปลุกทรงสี่เหลี่ยมบนที่นอนผม ถ้าสองทุ่มยังทำการบ้านไม่เสร็จ อย่าหาว่าฉันไม่เตือน

แล้วมันก็สะบัดก้นออกจากห้องไปหน้าตาเฉย ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคงไปช่วยแม่ผมทำงานแหละ ปัดโธ่! มันจะเนียนอยู่บ้านผมไปอีกนานแค่ไหนเนี่ย

ผมมองนิ้วชี้ข้างหนึ่งที่พองขึ้นเป็นตาปลาพลางทอดถอนใจ ไม่ต้องสงสัยหรอกครับ มันเกิดจากการประกอบหัวไฟแช็คนี่แหละ เวลาใส่หัวไฟแช็คมันจะมีช่วงหนึ่งที่ต้องออกแรงกดตัวปล่อยแก๊สให้ลงล็อก และเจ้าตัวนี้แหละแข็งได้ใจเลย พอออกแรงมากนิ้วก็จะไปโดนเขี้ยวสี่เหลี่ยม อันสองอันมันไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่จะเริ่มเจ็บนิ้วเมื่อกดเป็นหลักร้อย พอหลักพันนิ้วก็แดงเถือก พอขึ้นสองพันตาปลาเกิดทันที โอ้ แล้วอย่าคิดนะครับว่าได้เงินดี ไอ้ที่รับมาน่ะ ต้องกดสองร้อยสี่สิบตัวถึงจะได้ยี่สิบบาท โหดไหมล่ะ

เสียงแตรรถดังไล่หลังทำให้ผมต้องเดินเลี่ยงหลบไปอีกทาง ผ่านไปแค่คืนเดียวไม่ทำให้น้ำในหลุมอุกาบาตแห้งไปได้หรอก แต่ก็ยังดีที่เสื้อเปื้อนน้ำแดงเมื่อวานนี้ได้เจ้าเมฆช่วย เอ่อ... อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะแสดงปาฏิหาริย์อะไรให้ดูเป็นบุญตานะครับ ไม่มีทางหรอกสำหรับเจ้านั่น แต่ถึงอย่างนั้น ภาพที่เห็นก็เกือบทำให้ผมแทบหายโกรธมันไปได้ล่ะนะ

จิ้นเอาเองนะครับว่าเวลาปีศาจนั่งยองๆ ซักผ้าในกะละมังพลาสติกมันเป็นยังไง

ถึงเมฆยังคงรูปร่างมนุษย์ ไม่ได้มีเขางอกเวลาซักผ้า (ถ้าเป็นอย่างนั้นผมคงลงไปชักดิ้นชักงอแล้วล่ะ) แต่หน้ามันเหวอได้ใจมากตอนที่ผมเปิดประตูห้องน้ำไปเห็นในตอนเช้า

นึกแล้วก็ขำจนต้องกลั้นหัวเราะ แต่เสียงแป๊น แป๊นบ้าข้างหลังนี่ก็ช่างกวนประสาทดีแท้ ไม่ต้องบอกก็รู้น่าว่าใคร ไอ้คุณชายหนึ่ง ณ ตลาดสดคุณนายกิมลั้งเอ๊ย

ไอ้เต้ ขึ้นมา!!

CRV คันเดียวกับเมื่อวานแต่ไร้ร่างของลูกน้องผู้ภักดีสองคนอย่างที่ควรจะเป็น น่าแปลกแฮะที่วันนี้หนึ่งมาโรงเรียนคนเดียว

ไม่ได้ อย่าเพิ่งไว้ใจ บางทีพวกมันอาจจะแอบก้มหลบอยู่ใต้เบาะหลัง

เต้ เร็วๆ เดี๋ยวสาย!!

ไม่ต้อง ขอบใจ

ผมบอกไปในที่สุดก่อนเร่งฝีเท้า อีกไม่กี่สิบเมตรก็ถึงโรงเรียนแล้วจะเสียเวลาขึ้นรถทำไม ทว่ารถ CRV กลับแซงหน้าผมขึ้นไปอีกหน่อยแล้วจอดสนิท จากนั้นร่างสูงของลูกชายคุณนายกิมลั้งก็ก้าวลงมาจากรถ

ไปด้วยกัน

แล้วมันก็ล็อกคอผมให้เดินไปกับมัน ผมอ้าปากค้างไปสามวิก่อนสะบัดตัวอย่างแรง

ไม่ต้อง!!

เหอะน่า เดี๋ยววันนี้ฉันเลี้ยงข้าวกลางวันแกเอง

ฉันไม่ได้เห็นแก่กินขนาดนั้นนะเฟ้ย

ชุด A COMBO แถมไก่ทอดให้ด้วย

ผมชะงักกึกเมื่อได้ยิน ชุด A COMBO ที่หนึ่งว่าคือข้าวผัดอเมริกันทำเป็นรูปโดราเอมอนมีไข่ดาวโปะ ตบท้ายด้วยการโรยแฮมและหมูบดทอด แถมราคาต่อจานยังตั้งสี่สิบบาท เรียกได้ว่าเป็นอาหารชุดแพงที่สุดของโรงเรียน ว่าแต่มันมาไม้ไหนเนี่ยถึงจะเลี้ยงผมด้วยของแพงขนาดนี้

เออ เมื่ออาทิตย์ก่อนฉันเพิ่งซื้อ PS3 มาล่ะ ทั้งภาพทั้งเสียงงี้แหล่มสุดๆ ยิ่งตอนเล่นไฟนอล13 นะ สุดยอด!!

ฉันไม่ชอบเล่น RPG

รู้จุดประสงค์มันแล้วครับ ที่แท้ต้องการหยามว่าผมจนไม่มีปัญญาซื้อเครื่องเล่นราคาหลายหมื่นมาเล่นนั่นเอง แล้วเมื่อกี้ก็แค่แกล้งกระแนะกระแหนว่าคนอย่างผมคงไม่มีทางซื้ออาหารชุดแพงที่สุดกินแน่

ฉันต้องไปค้นดูก่อนเพราะส่วนใหญ่ฉันเล่นแนว Action ไม่ก็เกมฟุตบอล ไม่แน่ใจว่า...

แกต้องการอะไร

หนึ่งหยุดการพูดพร้อมกับชะงักฝีเท้า หมอนั่นมองผมด้วยสายตาเหมือนไม่เข้าใจ เหอะ! แกล้งทำได้เนียนดีนี่ แต่ขอโทษ คนอย่างผมไม่มีทางหลงกลมันหรอก

แกคิดรึว่าเอาของกินมาล่อหรือพูดเรื่องเกมแล้วคนอย่างฉันจะยอมเป็นขี้ข้าแกน่ะ ชิ!! รวยแล้วทำไมรึ ไอ้คุณชาย ฉันไม่เหมือนพวกไอ้แย้ไอ้ทันนะเว้ย ที่เห็นคนมีเงินเข้าหน่อยก็กระดิกหางตามต้อยๆ มาตั้งแต่ประถมสี่

แววตาหนึ่งเหมือนมีประกายไฟลุกขึ้นมาวูบก่อนทำหน้าเหมือนกับอยากพุ่งเข้ามาบีบคอผม แน่ล่ะสิ ยังไงมันก็ต้องเข้าข้างลูกน้องตัวเองวันยังค่ำและคนอย่างผมก็ไม่โง่พอจะยืนนิ่งๆ ให้มันฆ่าหรอกนะ พอพูดจบผมก็เผ่นแน่บเข้าโรงเรียนไปเลย

แม้วันนี้จะแปลกใจว่าวันนี้ไม่มีเงาของลูกน้องอย่างที่ควรจะเป็น แต่พอถึงเวลาเข้าเรียนพวกมันก็มารวมกลุ่มกันอีกครั้งที่หลังห้อง ทั้งสามซุบซิบอะไรบางอย่างที่ผมไม่ได้ยินและไม่อยากสนใจ แต่ถ้าเป็นแผนกลั่นแกล้งผมก็อีกเรื่อง

เมื่อวานเอ็งหายไปไหนวะ หนึ่ง พวกข้ารอตั้งนานก็เลยกลับกันไปก่อน แถมเมื่อเช้าก็ไม่รอกันอีก ทันหันไปถามเพื่อนโดยพยายามพูดเสียงเบาที่สุด ถึงเวลานี้จะเป็นชั่วโมงโฮมรูม แต่เด็กหนุ่มก็ไม่คิดกวนอารมณ์อาจารย์สมสิริผู้ได้ชื่อว่าเฮี้ยบเกือบที่สุดในโรงเรียน แต่คนที่น่ากลัวกว่ายังนิ่งเฉยไม่ตอบคำถาม

หรือแกจะโกรธเรื่องเมื่อวาน

รู้ก็ดี หนึ่งตอบเสียงเย็น

แย้มองใบหน้าคมคายของเพื่อนก่อนเบือนสายตาไปนอกหน้าต่าง นึกอยากจะถามเหมือนกันว่าเรื่องเมื่อวานคือเรื่องไหน แต่ถ้าทำแบบนั้นรอยร้าวที่เขาเริ่มรู้สึกได้ภายในกลุ่มคงยากประสานกันให้สนิท

ความจริงแล้วหนึ่งกับเต้รู้จักกันมาก่อนหน้าพวกเขาทั้งสองและตั้งป้อมเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งนานแล้ว นอกจากหนึ่งจะหน้าตาดีแล้วยังรวยมาก ส่วนเต้... เท่าที่เห็นหน้าตามันจืดยังกับอะไร ตัวก็เล็กผอมบาง เรียนไม่เก่งแถมจนอีกต่างหาก ที่น่ารำคาญที่สุดคือนิสัยติดจะเงียบๆ ไม่สุงสิงกับใครนั่นแหละ ตอนแรกแย้คิดว่าเป็นเพราะหนึ่งหมั่นไส้อย่างที่เขารู้สึก แต่พอเวลาผ่านไปเขาชักไม่แน่ใจแล้วสิ่งที่ตัวเองคิดมันถูกต้อง

บางทีหนึ่งอาจรู้ตัวมานานแล้วแต่ไม่กล้ายอมรับก็ได้

เด็กหนุ่มถอนหายใจอีกครั้งก่อนส่งสายตาเป็นทำนองให้ทันที่ยังไม่เลิกเจ๊าะแจ๊ะหุบปากแต่อีกฝ่ายก็ยังไม่รู้สึก แย้จึงถีบขาเก้าอี้ของทันที่นั่งอยู่ด้านหน้าตนแทน เมื่อเห็นสายตาไม่เข้าใจ เขาก็พยักพเยิดให้มองอาจารย์ที่กำลังจ้องเป๋งมาทางกลุ่มเขา

มีอะไรสงสัยรึ นายทัน 

เปล่าครับ เด็กหนุ่มก้มหน้างุด

งั้นตกลงว่างานโรงเรียนเดือนหน้า ห้องเราจะจัดการนิทรรศการงานทดลองทางวิทยาศาสตร์ ครูให้แบ่งกลุ่มๆ ละ 6 คนส่วนหัวหน้ากับรองหัวหน้าห้องให้ทำหน้าที่เป็นพิธีกรแนะนำนักเรียนที่เข้ามาชมงานก็แล้วกัน กลุ่มไหนอยากจะนำเสนออะไรก็เขียนใส่กระดาษส่งไปให้ครูที่ห้องนะ

หลังจากนั้นอาจารย์สมสิริก็ปิดแฟ้มและส่งสัญญาณเลิกชั้นโฮมรูมเพื่อปล่อยให้นักเรียนแบ่งกลุ่มทำกิจกรรม เสียงเซ็งแซ่ราวนกกระจอกแตกรังดังขึ้นพร้อมกับการรวมกลุ่มที่ไวอย่างเหลือเชื่อ หนึ่งมองไปทางคนตัวเล็กซึ่งยืนหันรีหันขวางและกำลังจะอ้าปากเรียก

หนึ่ง ขอพวกเราอยู่ด้วยนะ

เด็กสาวหน้าตาน่ารักสามคนยืนม้วนอยู่ตรงหน้า ทันกับแย้ยิ้มกว้างเตรียมกล่าวต้อนรับ แต่หนึ่งกลับชิงพูดขึ้นก่อน

กลุ่มฉันขาดอีกสองคน จากนั้นเขาก็พุ่งไปทางเต้ซึ่งกำลังจะเดินไปหากลุ่มเด็กแว่นที่กวักมือเรียกหย็อยๆ และถึงตัวพอดีที่คนตัวเล็กยืนอยู่หน้าโต๊ะกลุ่มที่เรียกเขา

หมอนี่อยู่กลุ่มฉัน เสียงคำรามของคนตัวใหญ่ที่สุดในชั้นทำให้กลุ่มเด็กแว่นชะงัก หนึ่งคว้าต้นแขนและลากเต้ไปทางกลุ่มของตัวเอง

ปล่อยนะโว้ย ใครจะไปอยู่กลุ่มแก!! เต้โวยวายลั่น

หุบปาก!!!

เสียงตะคอกที่น่ากลัวกว่าตอนแกล้งเขาทำให้เต้หุบปากฉับ ไม่กี่วินาทีถัดมาเขาก็มายืนอยู่ในกลุ่มที่มีเด็กสาวสามคนยืนหันรีหันขวางเหมือนทำอะไรไม่ถูก

เธอ หนึ่งชี้ไปทางคนผมบ๊อบเทสั้นแต่สไลด์ตรงปลายอย่างเก๋ไก๋ ไปอยู่กลุ่มโน้นไป

ถ้าคนอื่นสั่งคงไม่เท่าไหร่ แต่หน้าตาที่เคยดูหล่อเหลาอารมณ์ดีอยู่เสมอตอนนี้น่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก เด็กสาวจึงก้มหน้าแล้วเดินคอตกไปทางกลุ่มที่เต้เคยไปยืนอยู่ แย้มองตามร่างเล็กบางก่อนมาหยุดตรงใบหน้าคมของเพื่อนรักแล้วเคลื่อนลงไปทางไอ้แว่นผอมแห้งที่เขาไม่ชอบหน้า

อะไรที่ทำให้แกยอมรับใจตัวเองได้ซะทีวะ ไอ้หนึ่ง...

ผมมองยัยมุขเดินคอตกไปหาพวกนายกั้งอย่างสงสาร ถึงผมจะงงปนเสียวสันหลังว่าที่มันลากผมมาอยู่กลุ่มพวกมันนี่ต้องมีแผนร้ายแน่ แต่หน้าตาไอ้หนึ่งตอนนี้บอกตรงๆ ว่าผมแทบไม่กล้ามอง

แค่ประคองตัวให้ยืนอยู่เฉยๆ ได้นี่ก็เหลือเชื่อแล้ว

ทำไมหนึ่งไม่ให้มุขอยู่ด้วยล่ะ 

ปู เด็กสาวหน้าตาน่ารักที่สุดในกลุ่มถามขึ้นเรียกสายตาของผมให้หยุดที่เธอ ผมไม่ได้ชื่นชมในความน่ารักของยัยปูหรอกนะ แต่เพิ่งเข้าใจคำว่าสวยใสไร้สมองเป็นยังไงก็คราวนี้เอง

หนึ่งเดาะลิ้นกับกระพุ้งแก้มมองยัยปูด้วยสายตาเย็นชา โธ่ถัง! ไม่เห็นหรือไงว่าตอนนี้ไอ้หน้าตี๋มันองค์ลงแล้ว

งั้นเธอไปแทนยัยมุขละกัน

ปูอ้าปากค้างและรีบเรียกหนึ่งทันทีเพราะมันทำท่าจะเรียกยัยมุขกลับมาจริงๆ หลังจากนั้นสองสาวก็เงียบไม่พูดไม่จา ความจริงแล้วตอนนี้ไม่มีใครกล้าพูดอะไรสักคำเพราะจ้าวยังไม่ออกจากร่างลูกชายคุณนายกิมลั้ง

เอ้า!! แล้วจะทำอะไรล่ะ

เท่านั้นแหละ ถึงได้ฤกษ์ประชุมกันสักที

สัญญาณเลิกเรียนดังขึ้นพร้อมกับลมหายใจที่ผ่อนออกมาอย่างยาวเหยียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ วันนี้มันวันโลกาวินาศอะไรของผม ตั้งแต่ชั่วโมงโฮมรูมดูเหมือนผมจะต้องผูกติดกับคนที่เกลียดขี้หน้าที่สุดในโลก

หลังจากประชุมเสร็จ ผมเถียงกับยัยปูว่าควรใช้หนูถีบจักรในการทดลองเรื่องพลังงานเพราะเห็นว่ามันน่ารักและดึงดูดคนให้สนใจได้ดี ส่วนยัยปูกับยัยรุ้งบอกว่าใช้กล่องปริศนาดีกว่าเพราะสวยและประหยัดเนื้อที่ ส่วนเจ้าสามคนนั่นเอาแต่นั่งปิดปากเงียบไม่ออกความคิดเห็น หลังจากยังถกกันไม่เลิก หนึ่งก็ชวนทั้งกลุ่มไปกินข้าวกลางวันโดยมันเลี้ยงชุด A COMBO พร้อมไก่ทอดจริงๆ เพียงแต่พ่วงยัยรุ้งกับไอ้ทันเข้าไปด้วย ดังนั้นนี่จึงเป็นครั้งแรกที่ผมได้กินอาหารชุดแพงที่สุดของโรงเรียน

การถกเถียงมียกต่อไปจนเกือบโรงเรียนเลิกก็ยังไม่ได้ข้อสรุป ก่อนหน้าชั่วโมงสุดท้ายเล็กน้อยหนึ่งเสนอว่าน่าจะไปประชุมกันต่อที่บ้านมัน ยัยสองคนนั่นดี๊ด๊าใหญ่ที่จะได้เหยียบคฤหาสน์หรูของเด็กหนุ่มที่รวยที่สุดในโรงเรียน แต่ผมส่ายหน้า

ต้องกลับไปช่วยแม่

จะแอบดอดไปทำอย่างอื่นมากกว่ามั้ง

หนึ่งดักคอพลางมองผมด้วยท่าทางเหยียดหยาม มันพูดถูกส่วนหนึ่งเพราะผมกะว่าจะแวะร้านเกมสักครึ่งชั่วโมงก่อนเข้าบ้านเพราะงานประกอบหัวไฟแช็คยังไม่เสร็จ แล้วก็ไม่แน่ใจด้วยว่าวันนี้เมฆจะมารับผมหรือเปล่า

ญาติสุดที่รักของนายจะมารับอีกใช่ไหมล่ะ

เกลียดใบหน้าที่ทำเหมือนรู้ดีนั่นจริงๆ ให้ตายเถอะ!! 

ถึงใช่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับแกนี่

โต้กลับทันควันและเห็นกองไฟหลังม่านตาของหนึ่งโชนแสงขึ้นทันใด แต่คราวนี้ผมไม่ยอมมันง่ายๆ แน่ต่อให้ต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มก็เถอะ โชคดีที่หลังจากนั้นไม่นานอาจารย์ก็เข้ามาในห้องแล้วเริ่มวิชาสุดท้ายของวัน

ผมเดินออกจากห้องเรียนด้วยท่าทางเหนื่อยหน่าย ผ่านหน้าพวกยัยปูที่ซุบซิบอะไรบางอย่างแล้วชี้มายังผม จากที่กะไว้ว่าจะแวะร้านเกมก่อนเข้าบ้านแต่ตอนนี้กลับไม่มีอารมณ์เอาซะเลย ช่างเถอะ... กลับไปช่วยแม่ทำงานต่อก็ได้

หน้าประตูโรงเรียนไร้เงาร่างสูงอย่างที่คาดไว้ เฮ้ย! เปล่านะ ไม่คิดว่าเจ้านั่นจะมารับผมทุกวันหรอก แต่ผมอยากได้ความตื่นเต้นก่อนเข้าบ้านแทนความรู้สึกหดหู่อย่างตอนนี้

ไม่ไปบ้านฉันแน่นะโว้ย

หนึ่งโผล่หน้าออกมาจากซีรีย์ 7 สีดำวาววับ เชอะ! ต่อให้แกนั่งเฮลิคอปเตอร์มาฉันก็ไม่ไปโว้ย!!

ตามใจ ถ้าโครงการหนูถีบจักรแกไม่ผ่านร่างพิจารณาอย่ามาโวยทีหลังก็แล้วกัน

รถหรูเคลื่อนผ่านไปช้าๆ ราวกับต้องการเยาะเย้ยจนลับสายตา โธ่เว้ย! ไอ้บ้าเมฆ ทีวันนี้ล่ะไม่ยอมโผล่หัวมาช่วยกันบ้างเลย!!

คิดถึงใครอยู่รึ?

เสียงเนิบนาบดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงคุ้นตาตรงตึกแถวร้านค้าใกล้โรงเรียน ในมือของเมฆมีถุงกับข้าวสำเร็จ 2-3 อย่างแถมไก่ย่างห้าดาวอีกถุงใหญ่ แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือนายปีศาจไม่ได้มาแค่คนเดียว

แม่ มาไงครับเนี่ย

ผมยิ้มกว้างเมื่อเห็นแม่เดินตรงเข้ามาหา รู้สึกประหลาดใจยังไงบอกไม่ถูกเหมือนว่าวันนี้แม่สวยกว่าทุกวัน

แม่มาส่งงานแถวตลาดกับเมฆน่ะจ๊ะ เห็นโรงเรียนลูกใกล้เลิกแล้วเลยแวะมารับกลับบ้านพร้อมกัน

แล้วเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ ทำไมวันนี้แม่ซื้อกับข้าวเยอะจัง

ผมถามพลางกระโดดเกาะแขนแม่ สัมผัสอุ่นละมุนช่วยปัดเป่าความรู้สึกหดหู่หายวับไปกับตา แม่เอื้อมมือมาลูบหัวผมเบาๆ

งานแม่เสร็จแล้วไงจ๊ะ วันนี้ได้เมฆช่วยก็เลยเสร็จเร็ว แล้ว...

คุณน้าถูกรางวัลที่ตลาด

เหมือนเซอร์ไพรส์จะไม่ทันใจนายปีศาจใจร้อน แต่คำพูดทะลุกลางปล้องทำให้ผมหันไปมองหน้าเมฆก่อนหันดูแม่อีกครั้ง ตอนนั้นเองผมจึงสังเกตเห็นว่าที่คอของแม่มีทองเส้นเบ้อเร่อสวมอยู่

ระ... รางวัลเป็นทองเหรอครับ

จ๊ะ เมฆช่วยจับน่ะ

เพียงเท่านั้นก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ผมหันไปทางคนที่แสร้งทำอมยิ้มไม่รู้ไม่ชี้และยักคิ้วให้เหมือนหยอกเย้า น่าแปลกที่คราวนี้ผมไม่นึกโกรธแถมยังยิ้มตามหมอนั่นอีกด้วย

ทำไงได้ล่ะ ในเมื่อตอนนี้ผมดีใจจนแทบอยากกระโดดหอมแก้มเจ้าเมฆสักฟอด!

นิยายเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน ไม่ได้มีเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือสถานที่ใดและมีเนื้อหา Y ใครที่ไม่ชอบกรุณาปิดนิยายเรื่องนี้ได้เลยค่ะ

ข้อสุดท้าย: ไม่อนุญาตให้คัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของนิยายเรื่องนี้นะคะ

********************************

วันที่ผมพบปีศาจ

ตอนที่ 6 (100%)

ไอ้บ้าเมฆ จำไว้เลยนะ

ผมคำรามอย่างเคียดแค้น (แน่นอนว่าแค่ในใจเท่านั้นแหละ) ขณะเดินไปตามถนนลูกรังและอีกไม่กี่เมตรข้างหน้าก็จะถึงโรงเรียนแล้ว ผมเขย่งก้าวและกระโดดหลบแอ่งน้ำขังเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทั่ว ถึงมันจะดูตลกก็เถอะ แต่ถ้าแลกกับการที่ต้องให้น้ำจากดินแดงนั่นเลอะเสื้อหรือถุงเท้าเข้าล่ะก็ ผมยอมเป็นตัวตลกดีกว่า เพราะมันซักยากจะตายชัก!

ไม่ต้องห่วงครับ เช้าก่อนเข้าเรียนอย่างนี้ไม่ได้มีผมคนเดียวหรอก บรรดานักเรียนส่วนใหญ่ก็ทำแบบเดียวกับผมนั่นแหละ ยกเว้น...

รถฮอนด้า CRV สีดำแล่นมาด้วยความเร็วชนิดไม่กลัวล้อแม็กกระเด็นออกจากตัวถัง เพราะหลุมอุกาบาตหน้าโรงเรียนผมเยอะพอๆ กับดาวอังคาร ไม่ต้องหันหลังไปมองก็รู้ว่ารถใคร ลูกเจ้าแม่ตลาดสด คุณชายหนึ่ง นั่นไง! แถมคนขับรถของมันยังปาดซ้ายป่ายขวา ทั้งที่ตอนนี้ทั้งซอยมีแต่เด็กนักเรียนเดินกันให้ขวั่ก

ได้ยินเสียงนักเรียนตะโกนด่าไล่หลังรถสวยนั่นกันขรม แต่ผมไม่มีเวลาหันไปดูและไม่คิดจะหันด้วย ถ้าพลาดแค่เสี้ยววินาที ผมอาจเป็นเหยื่อน้ำมฤตยูที่ทำให้กลายร่างเป็นไอ้ด่างจนกว่าจะขึ้นเทอมหน้าหรือจนกว่าแม่จะมีเงินซื้อเสื้อตัวใหม่ให้ ดังนั้นผมจึงเร่งฝีเท้าไปยังจุดที่ไม่มีน้ำขังและแน่นอนว่าต้องไกลเกินรัศมีล้อแม็กจะวิดน้ำมาโดนเสื้อด้วย

ทว่า...

เฮ้ย เต้ ไปด้วยกันป่ะ!

ชะงักเท้าทันใดพลางหันไปทางต้นเสียง ผิดคาดแฮะ! คนที่นั่งอยู่หลังหน้าต่างอัตโนมัติซึ่งเลื่อนลงมาจนสุดในวันนี้ไม่ใช่ไอ้หนึ่งอย่างที่เข้าใจ แต่เป็นทันกับแย้ สองลูกสมุนคุณชายจอมยโสคนนั้นต่างหาก

ไม่ ผมกระชากเสียงและยืนนิ่งอยู่ เพราะห่างไปอีกหน่อยจะเป็นแอ่งน้ำขังแถมใหญ่เสียด้วย กะว่าจะรอให้ CRV ผ่านไปก่อน

ไม่ต้องเกรงใจหรอก วันนี้ไอ้หนึ่งไม่มา พวกข้าไปหามันตอนเช้าแต่แม่กิมลั้งบอกว่ามันไม่สบาย เลยให้คนขับรถมาส่งพวกข้านี่ไง

แอร์เย็นฉ่ำจากรถหรูทำให้ผมเริ่มลังเล ไม่มีสักครั้งที่ผมจะมีโอกาสได้นั่งรถราคาแพงระยับอย่างนี้ และไม่แน่ว่าอนาคตก็คงไม่มีโอกาสอีกด้วย

เร็วเว้ย!! โรงเรียนจะเข้าแล้ว

แย้ตะโกนเร่งจากด้านใน ผมรีบก้าวเท้าไปยืนใกล้รถ และในตอนที่กำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตูนั้นเอง...

ไอ้ทันให้เอ็งขึ้น แต่ข้าไม่ให้ขึ้นเว้ย

สิ้นคำพูดของแย้ ถุงพลาสติกบรรจุของเหลวสีแดงก็ลอยจากมือมันมาปะทะหัวผมอย่างจัง ทันทีที่ถุงแตก ของเหลวข้นหนืดที่ผมเพิ่งรู้ว่ามันคือน้ำหวานเฮลซ์บลูบอยก็เลอะเปรอะทั่วทั้งเส้นผมและใบหน้า ที่สำคัญ... เสื้อสีขาวของผมไปซะแล้ว ToT

ข้าบอกให้คนขับรถไปเร็วๆ ไม่ได้ให้เอ็งเสนอหน้าขึ้นมาบนนี้สักหน่อย อย่างแกน่ะนะไอ้เต้ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะรถคันนี้หรอกโว้ย

คราวนี้ทั้งแย้และทันต่างหัวเราะประสานเสียง แถมคนขับรถก็รีบขับบึ่งออกไปอย่างกับนัดแนะกันไว้ คราวนี้ผมกลายเป็นตัวตลกจริงๆ เพราะไม่มีนักเรียนคนไหนหรอกที่ต้องเลอะเฮลซ์บลูบอยตั้งแต่เช้าเหมือนผม

งี่เง่าชะมัด

ผมด่าตัวเองด้วยความรู้สึกจากใจจริง

หนึ่งเดินเข้าห้องเรียนหลังจากที่ผมล้างเอาน้ำหวานออกจากตัวไปได้บางส่วนและนั่งประจำที่ตัวเองแล้ว มันมองผมด้วยหางตาแวบหนึ่งแล้วขมวดคิ้วก่อนเดินไปนั่งที่หลังห้อง ซึ่งเป็นทั้งที่นั่งประจำและแหล่งซ่องสุมของจอมวายร้ายทั้งสามนั่นแหละ สักพักพวกมันทั้งสามก็ออกไปจากห้องเรียนหน้าตาเฉย ไม่สนใจเลยว่าอีกไม่กี่นาทีก็จะเริ่มเรียนแล้ว หรือแม้แต่ตอนที่มันเดินออกไปนั้นแทบจะชนกับครูผู้สอนด้วยซ้ำ

นั่นพวกเธอจะไปไหนน่ะ ครูโฉมเฉลา สอนสังคมในตอนเช้าของวันนี้ถามด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจนัก

ห้องน้ำคับ คุณคู แย้ตอบกลับมาด้วยเสียงกวนประสาท

หลังจากนั้น พวกมันก็หายไปจนกระทั่งหมดชั่วโมงวิชาสังคม ทั้งสามโผล่หัวเข้ามาในห้องอีกครั้งด้วยสภาพเหมือนกับที่ตอนออกไป แต่น่าประหลาด... ผมกลับรู้สึกว่าพวกมันดูเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด หน้าตาหยิ่งยโสของหนึ่งเชิดขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ทันกับแย้เอาแต่ขมวดคิ้ว พูดตรงๆ แบบไม่เข้าข้างลูกตาตัวเองเลยนะ ผมว่าพวกมันทะเลาะกันแหง

ช่างหัวมันปะไรเล่า

คิดในใจทั้งที่อยากรู้จน... เอ่อ ไม่ถึงกับตัวสั่นหรอกครับ แค่อยากรู้เฉยๆ ก็พวกมันสนิทแถมเข้ากันดีจะตายไป (โดยเฉพาะตอนแกล้งผม) อย่างไรก็ตาม ความสงสัยมันอยู่ได้ไม่นานหรอกสำหรับผม พอวิชาใหม่เริ่มต้นผมก็แทบจะลืมไปสนิท และลืมถาวรไปเลยเมื่อขึ้นวิชาที่สามซึ่งเป็นวิชาสุดท้ายของภาคเช้า

ผมรีบวิ่งเข้าห้องน้ำทันทีหลังจากที่ทั้งชั้นกล่าวบอกลาครูผู้สอน เพราะอาการคันคะเยอจากฤทธิ์น้ำหวานเฮลซ์บลูบอยมันเล่นงานตั้งแต่ยังไม่หมดคาบสองด้วยซ้ำ พอเข้าไปก็เปิดก๊อกล้างหัวล้างหู ไม่สนใจเลยว่ามีใครเดินตามหลังมาแล้วปิดประตูห้องน้ำหลังจากผมเปิดก๊อกได้ไม่กี่นาที

คันมากล่ะสิ

ผมเงยหน้าทันทีที่ได้ยินเสียง อารมณ์ถึงจุดเดือดกะทันหันเมื่อเห็นหัวหน้าแก๊งค์ปีศาจ ณ ตลาดสดคุณนายกิมลั้งยืนเอาสองมือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง สีหน้าของหนึ่งตอนนี้ผมบอกไม่ถูกว่าเป็นแบบไหน รู้อยู่อย่างเดียวว่าแบบไหนก็ไม่ชอบทั้งนั้น ถ้าเป็นหน้าของไอ้คุณชายคนนี้

ตามมาจับฉันยัดโถส้วมหรือไง ผมประชด

อยากให้ทำหรือไง หนึ่งว่าแล้วเดินเข้ามาหา มันชำเลืองไปทางปอยผมที่เปียกน้ำของผมก่อนจ้องหน้า

แกก็ลองดูสิ จะได้รู้ว่าใครกันแน่ที่ต้องลงไปอยู่ในโถส้วม บอกพลางเอื้อมมือไปปิดก๊อกน้ำ จังหวะที่ละสายตาไปนั้นผมรู้สึกว่ามีอะไรเคลื่อนอยู่ตรงแก้ม สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอะไรที่ว่ามันคืออะไร

อย่าจับโว้ย!! ผมตะคอกและปัดมือหนึ่งอย่างแรงก่อนพุ่งเข้าต่อยหน้าของมันอีกหนึ่งหมัด... มาเดี่ยวอย่างนี้ คิดว่าจะกลัวเรอะ!!!

ใบหน้าของหนึ่งหันไปตามแรงชกแต่ลำตัวไม่ได้ขยับสักนิด แน่ล่ะ... ถึงรูปร่างมันจะเล็กเมื่อเทียบกับเมฆแต่ถ้ากับผมแล้วก็เรียกได้ว่ามวยคนละรุ่น ยังงั้นก็เถอะ ถึงเชิงมวยยังอ่อนหัดแต่ผมเป็นลูกผู้ชายเต็มร้อย โอกาสล้างแค้นแบบทบต้นทบดอกมีไม่บ่อย ดังนั้นผมจึงเหวี่ยงหมัดอีกข้างหวังจะฮุคปลายคางให้มันลงไปนอนกอง

แต่หนึ่งมันรู้ทางผมแล้ว คราวนี้มันเบี่ยงตัวหลบและจับข้อมือที่ผ่านหน้าไปแบบฉิวเฉียดไว้ ก่อนรวบอีกข้างที่ตามมาติดๆ แล้วกระชากตัวผมให้เสียหลักทั้งที่ยังไม่ปล่อยข้อมือ ดังนั้นผมจึงถลาไปกระแทกกับแผ่นอกของมันเข้าอย่างจัง

ผมดิ้นรนจากพันธนาการอยู่ครู่ใหญ่ก่อนเงยหน้าขึ้นเพื่อเตรียมต่อว่า พลันนั้นกลับต้องชะงักเพราะใบหน้าของหนึ่งอยู่ใกล้... ใกล้มากซะจนเห็นกระทั่งไฝขนาดเล็กแทรกอยู่ในคิ้วเข้มดกของมัน

ปล่อยโว้ย

หนึ่งกระพริบตาแล้วทำตามที่ผมสั่ง อาการปล่อยของมันเหมือนคนตกใจมากกว่าอย่างอื่นเพราะไม่มีแรงเหวี่ยงหรือสะบัดอะไรเลย เป็นการปล่อยแบบแบมือออกจากกันแค่นั้น

ผมผลักหนึ่งให้พ้นทางก่อนเปิดประตูออกจากห้องน้ำ ด้วยความโมโหจัดจึงไม่ได้ยินเสียงปุ่มล๊อกที่ถูกคลายออกในช่วงหมุนลูกบิดประตู และผมก็เกลียดหนึ่งมากซะจนไม่คิดหันกลับไปมองแม้แต่น้อย ดังนั้นผมจึงไม่เห็นว่าตอนนี้มือทั้งสองข้างของหนึ่งกำลังประกบอยู่ที่ปากของมัน

มารู้ทีหลังก็ช่วงภาคบ่าย...

คนที่เข้าห้องน้ำหลังผมเป็นนักเรียนห้องเดียวกัน พวกนั้นเมาท์ (แน่นอนว่าลับหลัง) หนึ่งว่ามันดมกาวอยู่ ซึ่งเรื่องนี้ผมฟังแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้ว ความจริงผมรู้จักหนึ่งมาตั้งแต่สมัย ป. 5 คนอย่างเจ้านั่นถึงจะชอบรังแกคนอ่อนแอกว่าเช่นผม แถมเป็นคุณชายซ้ำชั้นที่คบหญิงไม่เลือกหน้า ออกไปซิ่งมอร์เตอร์ไซค์ยามดึกหาเด็กแว้นท์บ้างแต่มันก็ไม่เคยข้องแวะกับยาเสพติดเลยสักครั้ง จำได้ว่ากระทั่งบุหรี่มันก็ไม่สูบเพราะแพ้กลิ่นและควันบุหรี่

แล้วคนแพ้ควันแพ้กลิ่นนี่มันจะไปดมกาวได้ไงวะ?

ความสงสัยก็แค่ความสงสัย ที่จริงหนึ่งจะเป็นอะไรยังไงก็ไม่เกี่ยวกับผมสักนิด แต่ก็แอบไม่พอใจเล็กน้อยที่มันถูกกล่าวหาในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำหรือไม่มีวันทำได้ เออ... แล้วผมจะคิดอีกทำไมหว่า ในเมื่อหลังเลิกเรียนมีอะไรสนุกๆ รอผมอยู่

ผมยิ้มกริ่มพลางล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรสีเขียวค่อนข้างเก่าขึ้นมาดู... เงินยี่สิบบาทนี่คงพอจะทำให้ผมเล่นเกมตู้ได้สักสองชั่วโมงล่ะนะ ขอไประบายเครียดที่วันนี้โดนแกล้งหน่อยเถอะ คิดแล้วก็พับแบงก์ใบเก่าครึ่งหนึ่งแล้วใส่ในกระเป๋าเสื้อ ตบเบาๆ สองสามทีเพื่อให้เนื้อผ้าหุบไปชนกับสาปด้านใน พลันนั้นผมได้ยินเสียงใครบางคนลอยมาเข้าหู

ที่ไม่ยอมกินข้าวเพราะจะเอาเงินไปหยอดตู้เกมอีกแล้วใช่ไหม?

รำคาญน่า!! ไอ้เมะ...

สะบัดหน้าไปตามเสียงเรียกแล้วต้องแปลกใจ เพราะคนที่ยืนทำหน้าบึ้งอยู่ข้างโต๊ะคือไอ้คุณชายซ้ำชั้นไม่ใช่เจ้าปีศาจบ้านั่น จะว่าไปนี่มันที่โรงเรียน... ถ้าเมฆมันมายืนอยู่ตรงนี้ได้ทันทีก็เป็นเรื่องสยองเกินไปหน่อยล่ะ ถึงความจริงมันจะทำได้ก็ตามเถอะ

ตกลงนายรักแม่นายจริงหรือเปล่า หา! ไอ้เต้

อย่าใส่เกือก อยากโดนต่อยอีกหรือไง!!

พูดขู่ทั้งที่ไม่มองหน้า... ให้ตายสิ! นี่หนึ่งมันโดนไอ้ปีศาจเมฆสิงใช่ไหมเนี่ย ถึงพูดอะไรได้คล้ายกันขนาดนี้!

แต่หนึ่งก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ มันยืนเฉยอยู่อย่างนั้น จนกระทั่ง...

สวบ!!

ถุงพลาสติกสีขาวมีโลโก้ 7-11 วางอยู่ตรงหน้า ผมขมวดคิ้วพลางเงยหน้าขึ้นมองศัตรูคู่อาฆาตอย่างสงสัย แต่หนึ่งกลับเบือนหนีไปอีกทางก่อนส่งเสียงเบาดุจเสียงกระซิบ ทว่าดังพอที่ผมจะได้ยิน...

กินซะ พูดจบมันก็เดินหนีไปเลย

ผมมองตามแผ่นหลังกว้างแล้วขมวดคิ้วอีกครั้ง... นี่หมัดผมแรงขนาดทำให้จิตชั่วในสมองคนกระเด็นหายไปได้เลยรึนี่!? ไม่สิ... มันต้องเป็นกับดัก ของนี่หมดอายุแล้วแน่ๆ

คิดแล้วก็หยิบขนมปังแซนวิชหมูหยองออกมาจากถุง...

อ้าว ก็ของใหม่นี่หว่า ผมคิดขณะตรวจสอบวันหมดอายุเรียบร้อยแล้ว

ชักจะยังไงๆ ซะแล้ว อยู่ๆ หนึ่งมันก็มาทำดีกับผมเนี่ยนะ โอ้ว จอร์จ!! สิ่งมหัศจรรย์ของโลก... ไม่สิ! หรือคราวนี้โลกจะถึงกาลพินาศแล้วจริงๆ

ประชดในใจไปอย่างนั้นแหละ เมื่อแน่ใจแล้วว่าขนมปังไม่ได้หมดอายุและหนึ่งก็ไม่ได้แกล้งชัวร์ ผมจึงแกะห่อขนมปังยัดเข้าปากด้วยความหิวโหย

ทันมองเพื่อนผู้ยืนอมยิ้มอยู่ข้างๆ พลางหันไปหาเพื่อนสนิทอีกคน แย้สบตาแล้วยักไหล่ทำสีหน้าเหมือนจะบอกว่า อย่าถาม... ไม่เข้าใจไอ้หนึ่งมันเหมือนกัน ก่อนเบือนหน้าไปทางอื่น

ช่วงเช้า หนึ่งเรียกพวกเขาสองคนออกไปตำหนิ ตอนแรกทั้งคู่คิดว่าหนึ่งจะด่าพวกเขาเรื่องที่ไม่ยอมรอให้หนึ่งทำธุระส่วนตัวเสร็จแถมขอแม่กิมลั้งให้เอา CRV ออกมาส่งพวกตนซะอีก แต่เรื่องกลับเป็นว่าหนึ่งอาละวาดใส่พวกเขาเพราะเรื่องน้ำหวานบนเสื้อของเต้ ทั้งที่เมื่อก่อนมันเป็นคนริเริ่มด้วยซ้ำ

เกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนของเขากันแน่?

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สงสัยก็เป็นได้แค่ความสงสัย ด้วยนิสัยและอิทธิพลของหนึ่ง เขาไม่มีทางจะถามมันตรงๆ กับเรื่องแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้แน่...

แค่ตอนนี้เท่านั้น...

เสียงกริ่งสัญญาณโรงเรียนเลิกดังขึ้นพร้อมกับที่ผมหยิบหนังสือยัดใส่กระเป๋าด้วยท่าทางเร่งรีบและหลั่นล้า จะไม่ให้ดีใจได้ไง เกม House of evil สุดโปรดกำลังรอผมอยู่ที่ร้านเกมตู้เจ้าประจำ วันนี้แหละ ผมจะยิง ยิง ยิง และยิงให้สาแก่ใจ!

แต่เมื่อสาวเท้าไปจนถึงหน้าโรงเรียน สายตาผมพลันเหลือบไปเห็นเงาหัวคุ้นเคยของใครคนหนึ่งอยู่ด้านนอกของรั้ว... ทว่าสมองยังไม่ทันประมวลคำตอบ เจ้าของเงาที่ว่าก็โผล่หน้าออกมาให้เห็นแถมยังเหยียดยิ้มที่ดูเหมือนกับกำลังเยาะเย้ยผมอีกด้วยแน่ะ

อะ... ไอ้เมฆ!!

แม่นายให้ฉันมาซื้อกับข้าว เลยแวะมารอนายกลับพร้อมกัน

เมฆก้าวเข้ามาใกล้ผมที่ยืนตาค้างอ้าปากหวอเพราะถูกผีหลอกตอนกลางวันแสกๆ มันแสยะยิ้มเยาะอีกทีก่อนเหวี่ยงแขนมาล๊อกคอลากผมให้ไปด้วยกันกับมัน

กลับบ้านได้แล้ว

ไม่น้า~~~ เกมของโผมมมม TOT

อย่าร้องน่า วันนี้ฉันมีของจะให้แกด้วย เพิ่งซื้อมาเลยนะแต่อยู่ที่บ้าน

ฉันไม่ใช่เด็กนะโว้ย ถึงต้องเอาของมาล่อเพื่อให้กลับบ้านน่ะ

ผมโวยวายทั้งน้ำตา (แกล้งทำหน้าเหยเกไปงั้นเองแหละ ไม่ได้ร้องไห้จริงๆ หรอก) แต่เมฆก็ยังไม่ยอมปล่อยคอผมอยู่ดี มันโน้มหน้าลงมาใกล้จนปากแทบจะชิดใบหูผมอยู่แล้ว ผมขยับตัวเล็กน้อยเพราะเกิดร้อนๆ หนาวๆ กะทันหันคิดว่ามันจะฉวยโอกาสอีก ทว่า...

โมเดลกันดั้ม ไม่สนแน่นะ

เฮ้ย! จริงดิ แกเอาเงินจากไหนไปซื้อของแพงขนาดนั้นวะ!!

ผมร้องและเงยหน้าขึ้นทันที อารมณ์ตื่นเต้นจึงลืมไปสนิทว่าหน้าปีศาจมันอยู่ระดับประชิดแบบที่แค่ขยับหน้าสักนิดปากก็ชนกัน แต่เหมือนกับรู้ในข้อนี้ดี เมฆจึงเบี่ยงหน้าออกเล็กน้อย... แค่เล็กน้อยจริงๆ

นายคิดว่าฉันเป็นอะไรล่ะ หือ

ว่าแล้วก็ยิ้ม เป็นยิ้มที่สาวไหนมาเห็นล่ะก็ระทดระทวยได้ง่ายๆ เลยล่ะ ขนาดผมยังเผลอใจเต้นไปหน่อย เฮ้ย! ไม่ใช่!! เพราะโมเดลกันดั้มต่างหาก!!!

เมฆยกหัวขึ้นในระดับปกติและหัวเราะแม้ว่าจะยังไม่ปล่อยคอผมก็เถอะ ช่างมัน! จะล๊อกคอจนไปถึงบ้านเลยก็ยอม จะให้อดเล่มเกมสักอาทิตย์ก็ได้ เพราะผมกำลังจะเป็นเจ้าของโมเดลกันดั้ม กันดั้มเชียวนะ!!

ผมตื่นเต้นจนแทบอยากวิ่งกลับบ้านซะเดี๋ยวนี้ แต่ไม่ได้! ผมต้องแสดงให้มันเห็นว่าผมไม่อยากได้ของของคนแปลกหน้า ถึงไอ้คนแปลกหน้ามันจะหน้าตาดีและเป็นปีศาจที่อาศัยอยู่ห้องเดียวกันมาสองวันแล้วก็ตาม

ไม่ต้องตื่นเต้น โมเดลไม่หายไปไหนหรอก เมฆว่าก่อนยิ้มอย่างรู้ทัน

คะ... ใครตื่นเต้น ฉะ... ฉันไม่ชอบรับของจากคนไม่สนิท รู้ไว้ซะ

งั้น นายจะไม่เอา?

เอาสิ!! ว่าแต่นายเถอะ ให้แล้วให้เลยนะเฟ้ย

เมฆปล่อยคอผมทันทีแล้วนั่งหัวเราะจนตัวงอ ไอ้บ้านี่! โดนรู้ทันแบบนี้ คนเขาก็เขินเป็นนะโว้ย

โอเคๆ เดี๋ยวรอให้ถนนปลอดคนก่อน ฉันจะพานายกลับบ้านแบบ ด่วนที่สุด เลยแล้วกัน

เหอ? ผมมองซ้ายมองขวา ข้างหน้าและ... เออ ข้างหลังมีคนเดินอยู่จริงด้วย

แล้วด่วนที่สุดที่นายว่า ยังไงเหรอ

เมฆยิ้มแล้วลุกขึ้นยืน ก้มลงมากระซิบข้างหูด้วยสองคำสั้นๆ แต่ทำให้ผมตื่นเต้นจนแทบลมใส่อีกรอบ

หายตัว

โอ้ว! สิ่งศักดิ์สิทธิ์! วันนี้เป็นวันที่ดีที่สุดในชีวิตผมเลย [~^o^]/


edit @ 2007/08/18 12:17:04

นิยายเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน ไม่ได้มีเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือสถานที่ใดและมีเนื้อหา Y ใครที่ไม่ชอบกรุณาปิดนิยายเรื่องนี้ได้เลยค่ะ

ข้อสุดท้าย: ไม่อนุญาตให้คัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของนิยายเรื่องนี้นะคะ

********************************

วันที่ผมพบปีศาจ

ตอนที่ 5

ผมสะดุ้งตื่นอีกครั้งในกลางดึกของคืนนั้น น่าแปลกที่หนนี้ผมรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมากะทันหันทั้งที่ปกติแล้วจะรู้สึกเหมือนกับนอนหลับไปแล้วเพิ่งตื่น ผมค่อยๆ ลุกพลางทุบหัวตัวเอง 2-3 ครั้งเพื่อไล่ความเจ็บปวด แต่เมื่อเห็นดวงตาของใครคนหนึ่งจ้องมา ความรู้สึกปวดเมื่อกี้ก็พลันหายเป็นปลิดทิ้ง ผมรีบกระเด้งตัวขึ้นและควานหาสิ่งของที่พอจะใช้ต่างอาวุธได้ทันที

ยะ... อย่าเข้ามานะโว้ย!! หะ... เห็นหรือเปล่าว่าฉะ... ฉันมีอาวุธ!!

ผมชูไม้บรรทัดพลาสติกและแกว่งมันเป็นเชิงขู่ แม้จะดูน่าสมเพชไปบ้างก็เถอะ สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้ ใครมันจะมีปัญหาไปหาอะไรที่ดีกว่านี้ได้ทันกันเล่า

แต่เจ้าปีศาจกลับมองผมด้วยดวงตาเฉยชา ว่าไปแล้วมันเจือไปด้วยความเศร้าด้วยซ้ำ หมอนั่นมองไม้บรรทัดแวบหนึ่งก่อนถาม

นายเป็นไงมั่ง

น้ำเสียงหดหู่คล้ายสำนึกผิดมันทำให้ใจผมถึงกับกระตุกวูบและเผลอลดมือที่ชูไม้บรรทัดอย่างลืมตัว แต่เมื่อระลึกขึ้นได้ว่าหลงกลเจ้าปีศาจเมฆมาหลายรอบแล้ว ผมก็รีบยกมันขึ้นมาแกว่งต่อก่อนตอบคำถาม

กะ... ก็อย่างที่นายเห็น ฉะ... ฉันยังมีแรงเหลือเฟือ... ผมชะงักไปครู่ก่อนเอ่ยคำว่า เฟ้ย! เพื่อเสริมความน่าเกรงขาม

ฉันขอโทษ

เออ... แล้วจำไว้ว่า... หา! เมื่อกี้นายว่ายังไงนะ

ผมจ้องเมฆอย่างไม่เชื่อหู แต่หมอนั่นกลับชำเลืองมองผมแวบหนึ่งแล้วก้มหน้าลงซบหัวเข่าตัวเอง เสยเรือนผมดำขลับเป็นเงางามด้วยท่าทางน่าหมั่นไส้ ผมเบะปากและเกือบพูดประชดหมอนั่นแล้วถ้าหางตาไม่บังเอิญเหลือบไปเห็นว่าใบหูแหลมๆ ของเจ้านั่นกำลังเปลี่ยนเป็นสีแดง

อย่าให้ฉันพูดซ้ำได้ไหม

เสียงเมฆแผ่วเบาแต่ผมก็ได้ยินเต็มสองรูหู และอาจหัวเราะกับท่าทางของหมอนั่นถ้ามันไม่เงยหน้าขึ้นมาเสียก่อน แต่หลังจากนั้นเมฆกลับล้มตัวลงแล้วดึงผ้าห่มมาคลุมโปงนอนเงียบแทบในทันที 

โอ้ว จอร์จตกใจ! เพิ่งรู้ว่าปีศาจก็เขินเป็น!!

พรู่ด... อุ๊บ!

ผมรีบยกมือขึ้นปิดปากเพื่อกลั้นเสียงหัวเราะ... แหงล่ะครับ ขืนปล่อยก๊ากกลางดึกขนาดนี้ ผมคงได้รับคำอวยพรไม่พึงประสงค์จากบ้านข้างเคียงและคุณแม่(ซึ่งคนหลังคงมีมากกว่าคำอวยพร) ดังนั้นผมจึงต้องกลั้นหายใจจนน้ำหูน้ำตาเล็ดกว่าจะปรับเสียงตัวเองให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ

เออ... ทีหลังนายอย่าทำอีกก็แล้วกัน

เมฆผุดลุกขึ้นนั่งแล้วหันมองผมด้วยสายตาประหลาด คิ้วของเจ้านั่นขมวดแทบกลายเป็นเงื่อนถ้าหากว่ามันอยู่ชิดกันมากกว่านี้อีกสักหน่อย

ใครว่าฉันขอโทษนายเรื่องนั้นกัน!

ผมอ้าปากค้างกับคำพูดเจ้าปีศาจหน้าหล่อก่อนเริ่มขยับปาก ทว่ายังไม่ทันได้ออกเสียงเมฆก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

ฉันไม่ได้คิดจะเลิกทำ ฉันแค่อยากขอโทษที่รุนแรงกับนายเพราะบังคับตัวเองไม่ได้ก็เท่านั้น

แกอย่าพูดบ้าๆ นะเฟ้ย หมายความว่าไอ้ที่ผ่านๆ มาแกบังคับตัวเองไม่ได้หรือไง!!

ไม่ใช่ ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น นายไม่เข้าใจ

ก็หัดอธิบายอะไรให้มันน่าเข้าใจหน่อยสิวะ!!!

ตะคอกจบก็เพิ่งมาสำนึกว่าสายไปเสียแล้ว อาการฟิวส์ขาดทำให้ผมบังคับปากตัวเองไม่อยู่ ผมกลืนน้ำลายอย่างหวาดกลัว นั่งตัวแข็งทื่อรอปีศาจร้ายลุกขึ้นมาหักคอผมจิ้มน้ำพริก

แต่สุดท้ายเจ้าเมฆก็ไม่ได้ทำอะไรแบบที่ผมนึกกลัว หมอนั่นนั่งนิ่งอยู่กับที่ ทำหน้าคล้ายกับกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง แล้วในที่สุดมันก็พูดว่า

นายคงกำลังคิดว่าฉันฉวยโอกาสกับนาย แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่... เมฆเงยหน้าขึ้นมองผมก่อนถอนหายใจ

ที่ฉันทำ มีแค่ขอแบ่งปันลมหายใจของนายเท่านั้น

แบ่งปันลมหายใจ? ผมทวนคำ หมายถึงพวกพลังชีวิตอะไรอย่างนั้นใช่ไหม

ถ้าในภาษาเกมบ้าบออะไรของนายก็ ประมาณนั้น...

คำพูดของนายปีศาจจอมประชดประชันทำให้ผมต้องจ้องหน้ามันด้วยสายตาแค้นเคืองแกมหมั่นไส้ นึกในใจว่าถ้าเจ้านี่เป็นปีศาจในเกมจริงล่ะก็ มันต้องเป็นประเภทผู้ใช้สุนัขแน่... วิ่งพล่านอยู่ในปากเยอะซะขนาดนั้น... อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ผมจะถามหมอนี่มันไม่ใช่เรื่องนี้หรอก

แล้วนายเอาลมหายใจของฉันไปทำอะไร

เมฆไม่ได้ตอบผมทันที มันมองหน้าผมครู่หนึ่งก่อนหลับตาและนิ่งเงียบ ทำเหมือนคนที่รอฟังคำตอบตาแป๋วอยู่นั้นไม่มีความสำคัญ ให้ตายสิ! นี่ผมเริ่มคันฝ่าเท้าตะหงิดๆ แล้วนะนี่

ทว่ายังไม่ได้ทำอย่างที่ตั้งใจ เจ้าปีศาจก็รีบชิงพูดขึ้นมาก่อน ชิ! ท่าทางมันคงรู้ตัวว่ากำลังจะกลายเป็นเหยื่อบาทาของใครล่ะมั้ง

ความจริงแล้ว... มนุษย์เป็นอาหารของฉัน

อ้อ... ที่แท้ก็เป็น...

ผมกอดอกแล้วพยักหน้าช้าๆ แต่แล้วก็ต้องชะงัก เบิ่งตากว้าง หันไปจ้องเจ้าปีศาจหน้าหล่อที่เพิ่งเฉลยความจริงอันน่าขนหัวลุก

หา! นายว่าอะไรนะ เป็นอาหารเรอะ!?

เมฆพยักหน้า ก่อนพูดขู่ ฉันเคยบอกนายแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าสักวันจะกินนายทั้งตัว 

เวรแล้วไหมล่ะ! เห็นท่าทางและการกระทำของมันออกแนววิปริต ใครจะไปนึกว่า กิน ของมันมีความหมายแบบเดียวกับคำว่า กิน จริงๆ

ผมคลานถอยหลังจนกระทั่งติดกำแพงอีกฝั่ง สองตาไม่ลดละจากปีศาจที่นั่งจ้องผมเขม็ง มือข้างหนึ่งชูไม้บรรทัด อีกข้างเงื้อกล่องดินสอ เผื่อว่ามันจู่โจมเข้ามาผมจะได้ป้องกันตัวทัน แต่เพียงครู่เดียวเมฆก็หัวเราะออกมา

ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ฉันยังไม่คิดเขมือบนายตอนนี้หรอก เมฆว่าพลางซุกตัวเข้าไปในผ้าห่มนอนเงียบ ทิ้งให้ผมนั่งค้างชูไม้บรรทัดอย่างนั้นอีกเกือบค่อนคืน

ไอ้บ้า ไอ้ปีศาจโรคจิต จำไว้เลยนะ!

ผมคำรามในลำคอ กำปืนในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนขณะเล็งไปยังร่างของศัตรูตัวร้าย

เก่งนักก็เข้ามาสิเฟ้ย จะยิงให้พรุนเลย คิดพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างสะใจในอารมณ์ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าผมฝันนะ นี่เรื่องจริงล้วนๆ เพราะเมื่อคืนกว่าจะหลับได้ก็ปาเข้าไปเกือบสว่างแถมตื่นเช้ากว่าปกติเลยหงุดหงิดจนต้องหาที่ระบายสักหน่อย โชคดีเป็นบ้าที่ตอนเที่ยงแม่ใช้ให้ผมมาซื้อของในตลาดและเจ้ามารความสุขนั่นกำลังซ่อมกำแพงห้องน้ำ ผมเลยแอบแวะร้านเกมเจ้าประจำได้

...ทว่าในตอนที่กำลังยิงอย่างเมามันนั้นเอง...

ท่าทางจะสนุกมากเลยนะ อินกับเกมขนาดนั้นเลยรึ?

เสียงทุ้มนุ่มที่กระซิบอยู่ข้างหูทำให้ทั้งร่างแข็งเป็นหิน เกมโอเว่อร์ภายในเสี้ยวนาทีทั้งที่ปกติแล้วยังเล่นต่อได้นานเกือบครึ่งชั่วโมง ผมกลืนน้ำลาย ค่อยๆ หันไปทางมารร้ายที่ยืนยิ้มเผล่อยู่ข้างๆ

แม่ให้มาซื้อของ ดันดอดแวะหยอดเกมตู้อีก นายนี่มัน... ไม่ทันได้พูดจบ เมฆก็เข้าล๊อกคอผมแบบนักมวยปล้ำและใช้สองมือไขขมับเป็นของแถม

เจ็บโว้ย ป... อือ! ไอ้ปีศาจโหดมันทำให้เสียงผมหายไปเฉยๆ ไม่เปิดโอกาสให้ได้ร้องขอความช่วยเหลือสักนิด ผมจึงต้องดิ้นรนอย่างเจ็บปวดอยู่ในวงแขนกำยำที่รัดแน่นอย่างกับอนาคอนด้ารัดเหยื่อไม่มีผิด ทว่าไม่นานสวรรค์ก็ส่งคนลงมาช่วยผม

โฮ่... สนิทสนมกันจังเลยนะ ถึงขนาดหยอกล้อกันกลางร้านเกมอย่างนี้

แม้เป็นคนที่เกลียดที่สุดแต่ในสถานการณ์อย่างนี้ผมก็แทบกระโดดกอดเจ้าหนึ่งได้ เมฆหยุดบีบขมับผมแล้วหันไปหาคนที่เพิ่งทักทายด้วยน้ำเสียงเย็นชาปนเหยียดหยาม... ช่างมันเถอะ... ต่อให้มันเยาะเย้ยมากกว่านี้ผมก็ยอม มันช่วยให้ผมรอดตายแล้ว แต่เหมือนปีศาจร้ายจะรู้ความคิด มันมองผมด้วยหางตาแวบหนึ่งก่อนพูดกับหนึ่งว่า

อิจฉาพวกเรารึ?

ผมเห็นหน้าขาวๆ ของเจ้าหนึ่งแดงซ่านขึ้นมาทันที อยากยกมือขยี้ตาดูว่าไม่ได้เห็นภาพหลอนแต่ติดว่าเมฆมันยังล๊อกคอผมอยู่

เฮอะ! ใครจะไปอิจฉาคนอย่างพวกแกกัน หนึ่งพูดด้วยเสียงแหลมปรี๊ดแล้วหันมาทางผม ไง! เต้ หนนี้แม่นายขายของเก่าได้หรือไง นายถึงมีเงินเล่นเกมน่ะ

เงินค่าขนมของฉันโว้ย ไอ้ปากหมา!!

ตะโกนจบก็พยายามถีบขาเตะไอ้หนึ่ง นี่ผมนึกขอบคุณมันลงได้ยังไงนะ มันดูถูกครอบครัวเราซะขนาดนี้แถมลามปามไปถึงแม่ผมอีก ไอ้ชั่วเอ๊ย!

เงินค่าขนมนายเยอะขนาดเล่นเกมได้ทีเป็นชั่วโมงๆ เลยเหรอหรือว่าเล่นเก่ง ไม่น่า... ขนาดเรื่องเรียนนายยังแทบเอาตัวไม่รอดเลยนี่หว่า

ฉันเรียนไม่เก่งแต่ก็ไม่เคยสอบตกนะเฟ้ย ไอ้คุณชายจอมซ้ำชั้น!!

คราวนี้หน้าที่แดงของหนึ่งยิ่งแดงแปร๊ดเข้าไปอีก มันรีบละล่ำละลักแก้ตัว

ฉันไม่สบายโว้ยถึงได้สอบตก คนอย่างฉัน...

หนึ่งหุบปากทันควันเมื่อเห็นเด็กหลายคนในร้านเริ่มจับกลุ่มมุงดูพวกเราอย่างสนใจ ส่วนใหญ่ก็เป็นรุ่นน้องในโรงเรียนเดียวกับผม จากนั้นมันก็รีบหันหลังวิ่งแจ้นออกจากร้าน ไม่ลืมส่งสายตาอาฆาตมาทางผมที่ยังตะโกนด่าไล่หลัง

คนอย่างแกมันก็มีแค่รวยแหละวะ ไอ้เด็กซ้ำชั้น!!

พอได้แล้วน่า อายเขา เมฆว่าพลางหันไปหยิบของและดึงผมออกจากร้านเกม

เดี๋ยวสิ ฉันยังด่าไม่จบ ไม่สิ! ความจริงไอ้เลวนั่นมันต้องโดนต่อยสักเปรี้ยง ผมคำราม

แต่นายก็โกหกว่าใช้ค่าขนมเล่นเกมไม่ใช่หรือไง

คำพูดของเมฆทำให้ผมสะอึก แน่นอนว่าเรื่องจริงก็คือผมแอบเม้มเงินแม่เล่นเกมไป 20 บาท แต่ส่วนใหญ่แล้วถ้าผมบอกขอไปซื้อขนมกินแม่จะพยักหน้าและไม่ว่าอะไรทุกครั้ง ดังนั้นเรื่องนี้ตกประเด็น เมฆกล่าวหาผมไม่ได้เด็ดขาด!!

ทว่ายังไม่ทันอ้าปาก มันก็สวนกลับมาแล้วนี่สิ...

แล้วค่าข้าวที่แม่นายให้ไปโรงเรียนทุกวันนั่นอีก นายไม่ใช้ฉันก็ไม่ว่าหรอก แต่นายเล่นไม่กินข้าวเพื่อที่จะมาหยอดตู้เกมนี่มันเกินเหตุไปหน่อยนะ เพราะอย่างนี้ไงนายถึงตัวเล็กกว่ามาตรฐาน

หน้าชาวูบทันที ไอ้บ้านี่มันเป็นอึปลาทองหรือไง เพิ่งเข้ามาอยู่บ้านผมได้ไม่กี่วันไหงมันถึงได้รู้เรื่องผมทุกอย่างราวกับอาศัยร่วมบ้านกันมาเป็นชาติอย่างนี้

ไม่ใช่เรื่องของนาย

พูดออกไปแล้วก็ต้องรีบตะครุบปากตัวเองพลางชำเลืองมองคนที่เดินอยู่ข้างกายอย่างหวาดผวา แต่ใบหน้าของเมฆไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ที่จริงมันออกจะเย็นชาด้วยซ้ำ นอกจากนี้มันยังดูห่างเหินจนผมรู้สึกผิดซะเอง

เอ้อ... ฉัน... คือว่า...

รีบกลับเถอะ คุณน้ารออยู่ เมฆตัดบทแล้วรีบเดินจ้ำอ้าว หมอนั่นไม่ได้เหลียวหลังกลับมามองผมอีกเลยจนกระทั่งเข้าไปในบ้าน

กลับมาแล้วหรือจ๊ะ แม่เงยหน้าจากงานฝีมือที่รับมาทำและส่งยิ้มให้พวกผมที่เพิ่งเข้าประตูมา เห็นใบหน้าที่มีเหงื่อเกาะพราวของแม่ ยิ่งทำให้ผมรู้สึกผิดมากขึ้น

แม่ครับ คือผม...

แม่ต้องรีบส่งงานภายในวันพรุ่งนี้ เต้ทำกับข้าวแทนแม่ทีนะลูก

แม่หยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาซับเหงื่อก่อนก้มหน้าทำงานต่อไป ผมกลืนน้ำลายด้วยสำนึกบาปพลางตอบรับเสียงอ่อยและรับถุงกับข้าวจากมือเมฆเพื่อเอาไปไว้ในครัว คิดว่าจะอาบน้ำก่อนแล้วค่อยมาทำอาหาร ผมจึงเดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อหยิบผ้าขนหนู แต่เมื่อเปิดประตูห้องนอนก็ต้องผงะ เพราะคนที่ผมเพิ่งรับถุงกับข้าวจากมือมันไปกลับขึ้นมานั่งอยู่บนที่นอนของผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แถมตอนนี้มันยังกลายร่างเป็นปีศาจทั้งที่เป็นเวลากลางวันแสกๆ

เห็นแล้วใช่ไหม ปีศาจเมฆคำราม

เห็นอะไร

ผมแสร้งทำหน้าไม่รู้เรื่องและคิดว่าจะหันหลังกลับ แต่ร่างกายมันดันขยับไม่ได้เสียนี่!

อย่าแกล้งตีหน้าเซ่อ ไอ้หนู ว่าพลางลุกขึ้นจากฟูกแล้วเดินย่างสามขุมเข้ามาหา ผมได้แต่กลืนน้ำลาย จ้องหมอนั่นด้วยสายตาหวาดกลัว

แกไม่รักแม่ของแกเลยใช่ไหม เล็บยาวแหลม (ท่าทางจะ) คมของปีศาจไล้อยู่บนแก้มผมช้าๆ

ถ้าแกไม่ต้องการผู้หญิงคนนั้น ฉันจะลงไปกินหล่อนเดี๋ยวนี้

อย่ายุ่งกับแม่ฉัน!! ผมตะโกนและผลักเจ้าปีศาจร้ายสุดแรงเกิด แต่มันแค่เซไปสองสามก้าวก่อนถลึงตาดุดันใส่ผม ทว่าตอนนี้ผมโกรธจัดจนลืมความกลัวไปแล้ว

ถ้าแกแตะต้องแม่ฉัน ฉันฆ่าแกแน่!!

เมฆยิ้มเยาะพลางยืดตัวขึ้น ดวงตาสีม่วงคล้ำของเจ้านั่นมองผมอย่างเหยียดหยาม

ไม่อยากให้ฉันฆ่าเพราะแกกลัวไม่มีคนเลี้ยงใช่ไหมล่ะ แกอยากให้ผู้หญิงคนนั้นหาเงินให้เพื่อแกจะได้ใช้เงินที่หล่อนหามาได้ปรนเปรอความสุขจอมปลอมของแก

แกไม่รู้อะไรอย่ามาพูดดีเลยน่า!! ผมถลาเข้าไปต่อยเมฆสุดแรงเกิดก่อนกระโจนถีบหน้าแข้งมันอีกครั้งเป็นของแถม ได้ผล... ถึงจะไม่ลงไปนอนกองแต่เมฆก็ต้องทรุดตัวลงเพื่อลูบขาตัวเอง

ฉันไม่ได้มีอำนาจอย่างแกนี่ถึงจะปกป้องตัวเองได้ รู้บ้างหรือเปล่าว่าที่โรงเรียนฉันต้องเจอกับอะไรอยู่เกือบทุกวัน!! แกเข้าใจหัวอกคนที่ไม่มีพวกแถมโดนแกล้งตลอดเวลาอย่างฉันเหรอ!!!

ปีศาจร้ายมองผมด้วยสีหน้าตกตะลึงก่อนทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่แล้วก็เปลี่ยนใจก้มมองพื้น สักพักผมก็ได้ยินเสียงถอนหายใจของเมฆ

มันแค่ข้ออ้างของคนอ่อนแอ แต่เอาเถอะ ฉันก็เห็นมนุษย์อ่อนแอกันทุกคนนั่นแหละ ยกเว้น...

ทิ้งค้างไว้แค่นั้นก็ลุกขึ้นยืน เขาสัตว์ที่ยืดยาวค่อยๆ หดเล็กจนหายเข้าไปในหัวของเมฆ ในที่สุดมันก็กลายร่างเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์เหมือนเมื่อสามนาทีก่อนหน้านี้

ที่นายพูดก็ใช่ว่าฉันจะไม่เข้าใจหรือไม่รู้ อีกอย่างหนึ่งที่นายโดนแกล้งน่ะ มันเพราะ...

อยู่ๆ เมฆก็ทำสีหน้าไม่พอใจขึ้นมา ทำเอาอารมณ์กรุ่นๆ ของผมหายวับ บังเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาแทนที่

เพราะอะไรล่ะ ผมถาม แต่เจ้าปีศาจกลับเดินหนีแทนคำตอบ

เอ้า!! อย่ายั่วให้อยากแล้วจากไปสิวะ บอกมาสิว่าเพราะอะไร!!

เมฆมองหน้าผมอีกครั้ง นี่ตาฝาดไปหรือเปล่านะ เห็นมุมปากหมอนั่นยกขึ้นนิดๆ คล้ายกับกำลังเยาะเย้ยผมอยู่อย่างนั้นแหละ

ว่าไงล่ะ เฮ้ย เดี๋ยวก่อน!!"

สุดท้ายผมก็ไม่ได้รับคำตอบ เมื่อเจ้านั่นหายตัวไปจากห้องโดยที่ไม่ได้เปิดประตู


edit @ 2007/08/16 01:30:35