การเผชิญหน้ากันของชายหนุ่มสองคนที่อายุไม่น่าจะต่างกันเกินห้าปีสร้างความอึดอัดให้กับผู้เห็นเหตุการณ์อย่างมาก ยิ่งได้เห็นกระแสไฟฟ้าซึ่งแล่นแปลบปลาบอยู่รอบตัวคนทั้งคู่แล้ว ‘ภาค’ ผู้ดูแลบ้านซึ่งเป็นหนุ่มวัยใกล้สี่สิบถึงกับหน้าถอดสีแข้งขาสั่นเพราะเป็นครั้งแรกจริงๆ ที่เขาเห็นเจ้านายผู้อ่อนวัยกว่าโกรธจัดถึงขนาดที่เรียกว่าถ้าฆ่าคนทางสายตาได้คงทำไปแล้ว
“ฉันว่าฉันบอกไปแล้วนะว่าให้เต้ค้างที่นี่ก็ได้น่ะ” หนึ่งเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงกระด้าง แต่แขกผู้มาเยือนกลับทำสีหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“งั้นนายก็ต้องได้ยินที่คุณน้าบอกว่าไม่อยากรบกวนด้วยสิ”
รอยยิ้มบางระบายที่มุมปากคนตัวสูงกว่ายิ่งสร้างความหงุดหงิดให้กับเจ้าของบ้านจนแทบอยากพุ่งเข้าไปแลกหมัดกันสักผัวะสองผัวะ แต่เมื่อเห็นคนในบ้านยืนกันหน้าสลอน เขาจำต้องพยายามลดองศาเดือดของตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต
“เต้หลับไปตั้งนานแล้ว ถ้ายังไงนายกลับไปก่อนเถอะเดี๋ยวเต้ตื่นแล้วฉันจะไปส่ง”
“นั่นไม่ใช่ปัญหา น้องชายของฉัน ฉันมีปัญญาพากลับเองได้”
คำพูดของเมฆทำให้ดวงตาของหนึ่งเหมือนมีไฟลุกพรึบทันใด บรรดาคนที่มองอยู่ต่างเห็นท่าไม่ดีจึงรีบหลบฉากออกไปเป็นแถว คงเหลือแต่พ่อบ้านที่ยืนหน้าจ๋อยดูสงครามอยู่เพียงลำพัง นึกภาวนาอย่างเอาเป็นเอาตายว่าขอให้เขาเป็นแค่ผู้เห็นเหตุการณ์ด้วยเถอะ อย่าถึงขั้นเลยเถิดจนต้องกลายเป็นคนห้ามทัพเลย
“นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วนายเพิ่งโผล่หัวมาเนี่ยนะ ไม่สงสารคนป่วยที่ต้องการเวลาพักผ่อนบ้างเลยหรือไง หา!”
“ไม่ดีหรือไง คนรับรู้จะได้...” เมฆชำเลืองมองคนสูงวัยกว่าที่ยืนก้มหน้างุดอย่างมีความหมาย “น้อยหน่อย”
หนึ่งกัดฟันกรอดเพราะเข้าใจดีว่าคนตรงหน้าต้องการพูดอะไร ใบหน้าขาวขึ้นสีเข้มแบบที่เป็นได้ทั้งอาการโกรธและเขินอาย แต่เมฆรู้ดีว่าเป็นอย่างหลังมากกว่า
“งั้นก็รออยู่นี่ เดี๋ยวฉันไปพาลงมา!!”
รอยยิ้มบางกว้างขึ้นไปอีกนิดเมื่อร่างสูงก้าวตามเจ้าของบ้านเข้าไปด้านใน หนึ่งชะงักเท้าแล้วอ้าปากเพื่อเตรียมตะคอกใส่ แต่เมฆกลับสวนขึ้นมาก่อน
“ฉันไม่อยากให้เต้ได้รับความกระทบกระเทือนทั้งทางร่างกายและจิตใจก่อนถึงเวลาอันควรน่ะ”
ไอ้บ้า!! ไอ้...
หน้าแดงยิ่งแดงจัดและได้แต่ก่นด่าภายในใจเมื่อเหลือบไปเห็นคุณภาคเดินตามเข้ามาด้วย ที่สำคัญคือพวกสาวใช้กลับเข้ามาในบ้านกันหมดแล้ว ดังนั้นหนึ่งจึงกำหมัดแน่นอย่างคับแค้นแล้วหันหลังเพื่อนำคนตัวสูงใหญ่กว่าไปที่ห้องของตน ทว่าเมื่อถึงจุดหมายหนึ่งกลับไม่ยอมเข้าไปในห้องแต่ยืนกอดอกขวางทางอยู่ที่ประตูแทน
“รีบๆ พามันกลับไปซะสิ เห็นแล้วรำคาญลูกตา!!”
รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าของเมฆแล้ว ความจริงมันดูตึงจนถึงขั้นน่ากลัวด้วยซ้ำ ขนาดคนที่ไม่กลัวอะไรง่ายๆ อย่างหนึ่งยังอดรู้สึกหวาดผวาไม่ได้ แต่ความรู้สึกนี้ไม่นานก็หายไปเมื่อเห็นคนตัวใหญ่อุ้มเต้ขึ้นมาได้อย่างง่ายดายเหมือนอุ้มเด็กตัวเล็กๆ
... แถมเจ้าเต้ยังโอบรอบคอหมอนั่นอย่างกับเด็กสามขวบที่อ้อนพ่อ...
หนึ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างแรงเมื่อเห็นเพื่อนสมัยเด็กซุกใบหน้าลงบนไหล่กว้างของญาติผู้พี่ เมฆกวาดตามองไปรอบห้องเหมือนกับหาอะไรบางอย่างก่อนเอ่ยถาม
“กระเป๋าของเต้ล่ะ”
กำลังจะอ้าปากตอบว่า ‘ไม่รู้’ แต่ผู้ดูแลบ้านกลับยื่นกระเป๋านักเรียนหนังสีดำส่งให้ เมฆกล่าวขอบคุณและใช้มือข้างที่พอยื่นได้รับมาถือไว้
“เดี๋ยวจะให้คนขับรถไปส่งนะครับ” ภาคเสนออย่างมีน้ำใจ แต่หนึ่งกลับตะคอกใส่
“ไม่ต้องไปหรอก มาเองได้ก็ต้องกลับเองได้สิ แล้วก็รีบไสหัวไปจากห้องนี้ได้แล้วฉันจะนอน!!”
มีเพียงรอยยิ้มบางที่แทนคำตอบของทุกสิ่ง จากนั้นร่างสูงใหญ่จึงเดินตัวปลิวออกจากห้อง ภาคบอกสาวใช้แถวนั้นให้ไปเปิดประตูบ้านให้แขกก่อนหันมาทางคุณชายคล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่หนึ่งกลับเดินกระแทกเท้าปึงปังกระโดดขึ้นเตียงนอนเงียบ คนสูงวัยกว่าถอนใจกับท่าทางเหมือนเด็กที่ถูกแย่งของเล่นแล้วเปลี่ยนคำที่ตนคิดจะบอกเป็นอีกประโยค
“ราตรีสวัสดิ์นะครับ คุณชาย”
พูดเท่านั้นก่อนปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา อาจเป็นเพราะแสงสลัวหรือคนที่อยู่บนเตียงนอนพลิกตัวหันหลังหนีไปแล้ว ภาคจึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าหนึ่งกำลังกัดเล็บของตัวเองด้วยสีหน้าหงุดหงิด
บรรยากาศยามค่ำคืนค่อนข้างหนาว แต่ไอร้อนซึ่งแผ่มาจากร่างผอมบางทำให้เมฆรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางเปลวแดดทั้งที่อยู่ในห้วงเวลาแห่งรัตติกาล ปีศาจหนุ่มมองคนในอ้อมแขนอย่างเป็นห่วง ก่อนขยับให้เต้เลื่อนตัวลงมาอีกเล็กน้อยเพื่อให้มองหน้าคนกำลังหลับได้ถนัด ดวงตาสีม่วงคล้ำจ้องเรียวปากบางสีชมพูระเรื่อนิ่ง จากนั้นจึงค่อยบรรจงประทับจูบอย่างอ่อนโยนท่ามกลางแสงสลัวของไฟส่องทาง
*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*
ผมค่อยๆ ลืมตาเพราะรู้สึกแสบผิวบริเวณต้นแขน ก่อนที่ภาพใบหน้าของหญิงวัยกลางคนซึ่งกำลังแย้มยิ้มอย่างเศร้าโศกจะทำให้ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนพยุงตัวเองเพื่อลุกขึ้นแต่ทำได้ไม่สำเร็จ เพราะอาการปวดเมื่อยจากพิษไข้วิ่งปลาบไปทั่วร่างจนต้องล้มลงไปนอนอีกครั้ง ผู้หญิงคนนั้นมีสีหน้าตกใจและทำท่าจะถลาเข้ามาประคอง ผมจึงต้องฉีกยิ้มกว้างเท่าที่จะทำได้เพื่อบอกกับเธอว่า ‘ผมไม่เป็นอะไรมากครับแม่’
“อย่าเพิ่งลุกเลยจ๊ะ ลูกไม่สบาย”
เสียงของแม่แหบเครือและแผ่วเบาทำให้ผมพยายามยิ้มเท่าที่จะทำได้ หลังจากนั้นจึงกรอกตาไปรอบห้องเพื่อมองหานาฬิกา คะเนจากแสงสว่างที่สาดเข้ามาทางหน้าต่าง นี่คงสายมากแล้วแน่นอน
“กี่โมงแล้วครับแม่”
“สิบโมงกว่าแล้วจ๊ะ แต่วันนี้เต้ไม่ต้องไปเรียนหรอกนะ”
แม่หันไปบิดผ้าขนหนูในกะละมังใบเล็กเพื่อไล่น้ำแล้วเช็ดตัวให้ผม แม้จะรู้สึกแสบผิวเล็กน้อยเพราะไข้ยังไม่ลด แต่สัมผัสอ่อนโยนก็ทำให้ผมต้องหลับตา
“คุณน้าครับ ข้าวต้มเรียบร้อยแล้วฮะ คุณน้าไปทานก่อนเถอะเดี๋ยวผมเช็ดตัวเต้ให้เอง”
เกือบสะดุ้งไปเล็กน้อยกับคำพูดของคนที่อยู่ๆ โพล่งขึ้นมาไล่บรรยากาศซาบซึ้งของผมกับแม่ออกไปจนหมด แต่เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้นายปีศาจมันบอกว่าไงนะ... เช็ดตัว... เฮ้ย!! เช็ดตัวเรอะ!!!
ผมพยายามส่งสายตาไม่ให้แม่ไปไหนแต่กลับขยับตัวไม่ได้ซะเฉยๆ โธ่เว้ย... ต้องเป็นลูกเล่นของเจ้าปีศาจอีกแหง นี่มันกล้าทำคุณไสยกระทั่งกับคนป่วยเลยเรอะ แง... ไอ้ปีศาจโหด
“อ๋อ ขอบใจจ๊ะ งั้นเดี๋ยวเช็ดตัวเสร็จเมฆเรียกน้าด้วยนะ จะได้เอาข้าวต้มมาให้เต้”
“ผมจัดการเองดีกว่า คุณน้าทานเสร็จแล้วก็ไปนอนพักเถอะครับ เมื่อคืนก็แทบไม่ได้นอนเลยนี่”
ถ้าตาผมไม่ฝาด ผมเห็นแม่เหม่อไปพักนึงก่อนพยักหน้าอย่างว่าง่าย ม่ายยย... เจ้าเมฆมันทำอะไรแม่ผม
“งั้นฝากด้วยนะ เมฆ”
ผมอยากจะเอื้อมมือไปดึงตัวแม่ไว้ใจแทบขาดแต่กลับไม่มีแรงเลยสักนิด ไม่นะแม่... อย่าทิ้งผมไว้กับเจ้านี่...
“เลิกโวยวายกับเรื่องที่ฉันจะเช็ดตัวให้ซะทีเถอะน่า” เมฆนั่งลงตรงที่แม่ผมเคยนั่งอยู่ก่อนพูดเสียงลอดไรฟันหลังจากที่แม่ผมออกไปจากห้องแล้ว เสียงน้ำจ๋อมแจ๋มดังอยู่ข้างตัวทำให้ผมรู้สึกแหยงๆ ชอบกล
เมฆจับแขนผมดึงเข้าหาตัวแล้วเริ่มลูบผ้าขนหนูอุ่นจากต้นแขนจนถึงปลายนิ้วและไล้ขึ้นต้นแขนอีกครั้ง จากนั้นจึงค่อยขยับมานั่งบนฟูกแล้วเท้าแขนอ้อมตัวผมไปอีกด้านด้วยท่าทางเหมือนจะขึ้นคร่อม ใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มทันใดเมื่อเห็นดวงตาสีม่วงคล้ำมีประกายวิบวับอย่างเจ้าเล่ห์
“แค่จะเช็ดตัว ไม่ต้องคิดมากได้ไหม”
แง้... ไอ้บ้า ไอ้บ้า ไอ้บ้า ไอ้บ้า!!!
เจ้าปีศาจหัวเราะหึหึพลางจับแขนอีกข้างของผมขึ้นมาเช็ดอย่างนุ่มนวลจนผมคลายอาการวิตกจริตไปได้บ้าง ไม่นานนักความรู้สึกสบายก็เข้ามาแทนที่
“เมื่อคืนแม่นายไม่ได้นอนเลยรู้ไหม ไม่ว่าฉันจะพยายามยังไงแม่นายก็ไม่ยอมนอน”
เสียงเครียดทำให้ผมมองหน้านายปีศาจนิ่งแล้วนึกสงสัยไปร้อยแปด ก็เมื่อกี้มันยังเล่นคุณไสยกับแม่ผมได้เลยนี่นา
“เรื่องบางอย่างฉันก็ทำไม่ได้นะเต้ หนึ่งในนั้นก็เช่นเรื่องสายใยความผูกพันระหว่างนายกับแม่น่ะ เป็นเรื่องที่เกินขอบเขตความสามารถของฉัน”
“แล้วนายก็เป็นห่วงแม่ฉันเหรอ” ว่าจบก็ต้องเบ้ปาก นี่ผมไม่ได้โดนเมฆสะกดแล้วเหรอ
“ใช่ ก็คุณน้าน่ะเป็นคนที่ทำให้ฉันต้องมาที่นี่” เมฆทำสีหน้าเหมือนเพิ่งพลั้งปากอะไรออกไป จากนั้นมันก็รีบขยับตัวไปซักผ้าขนหนูด้วยอาการเหมือนกำลังกลบเกลื่อนอะไรบางอย่าง จากท่าทางลุกลี้ลุกลนทำให้ผมคาดเดาเรื่องเรื่อยเปื่อย
“แม่ของฉันทำให้นายมาเหรอ แต่นายเคยพูดว่า... นาย...”
จะว่าไปแล้ว มันเคยบอกว่าจะกินแม่ของผมนี่นา!!
“อะ... ไอ้ปีศาจ แกอย่าคิดอะไรบ้าๆ เชียวนะ ไม่งั้นฉัน... ค่อก!” คำพูดหายลงคอกลายเป็นเสียงไอ เมฆรีบขยับมาจับผมไว้แล้วใช้นิ้วลากจากกลางอกขึ้นไปจรดริมฝีปาก การกระทำนี้ผมรู้สึกเหมือนตอนที่ลูกชิ้นติดคอไม่มีผิด
หลังจากที่ไออย่างเต็มแรงแล้ว เมฆก็ประคองผมให้ลุกขึ้นแล้วรองผ้าขนหนูไว้เพื่อให้ผมบ้วนสิ่งที่อยู่ในปากออกมา ก็มีแค่อย่างเดียวแหละครับที่จะอยู่ในคอของคนเริ่มเป็นหวัด อย่าให้ผมอธิบายเลยนะ มันขยะแขยงอ่ะ
“เมื่อไหร่นายจะเลิกฟุ้งซ่านกับเรื่องบ้าๆ ซะทีนะ หรือเล่นเกมมากจนเพี้ยนไปแล้ว”
“เพี้ยนเพราะแกแหละ ไอ้ปีศาจกินคน!”
พอสบายตัวขึ้นมาหน่อยผมก็เริ่มออกฤทธิ์ ถึงจะยังใช้ได้แค่ฝีปากก็เอาวะ (ยังไงก็มีแค่เรื่องนี้แหละที่พอสู้ได้) ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย
แต่พอเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเจ้าเมฆแล้ว ใจมันหวิวๆ ชอบกลแฮะ
“นายกำลังสารภาพรักกับฉันอยู่หรือไง”
“จะบ้าเรอะ!! ฉันเป็นผู้ชายนะเฟ้ย จะมาสาระพ้ง สารภาพรักอะไรกับผู้ชายด้วยกันเล่า!”
“นั่นสินะ ฉันก็เห็นอยู่ว่านายเป็นผู้ชาย”
แววตากรุ้มกริ่มมองต่ำไปที่หน้าอกจนผมต้องมองตาม เฮ้ย! นี่ผมไม่ได้ใส่เสื้อหรือเนี่ย!!
ผมรีบโกยผ้าห่มขึ้นมาปกปิดท่อนบนของตัวเองทั้งที่ไม่จำเป็นสักหน่อย แต่นะ... เห็นสายตาอย่างนั้นแล้วปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า เพื่อที่ร่างกายจะได้มีอาการครบสามสิบสามต่อไป (อย่ามาถามนะว่าอีกหนึ่งงอกมาจากไหน คิดเองนะครับ คิดเอง >///<)
เมฆหัวเราะในลำคออีกครั้งพลางมองไปที่นาฬิกาปลุก แล้วปรับน้ำเสียงให้ดูจริงจังมากขึ้น
“นายจะกินข้าวก่อนหรืออยากจะนอนก่อนล่ะ หือ?”
ผมมองนาฬิกาตามแล้วทำหน้าครุ่นคิดอีกเล็กน้อย หลังจากที่ได้เม้งไปหน่อยก็รู้สึกเหมือนไข้จะสร่างไปเยอะและเริ่มหิว แต่สิ่งที่ผมพูดกลับตรงกันข้ามกับที่ร่างกายเรียกร้อง
“ขอนอนต่อแล้วค่อยกินดีกว่า การบ้านของเมื่อวานก็ยังไม่ได้ทำเลยด้วย ฉันว่าถ้าได้หลับอีกงีบก็น่าจะหายแล้ว”
กว่าจะรู้ตัวว่าคิดผิดก็สายไปเสียแล้วเมื่อนายเมฆกระชากผมเข้าหาตัวแล้วเริ่ม ‘กิน’ อย่างรุนแรงกว่าครั้งไหน คราวนี้ผมทำไม่ได้แม้แต่การส่งเสียงร้องประท้วง เพราะเพียงแค่พริบตาเดียวแสงสว่างที่ผมเห็นก็ถูกความมืดเข้าบดบังจนหมดสิ้น
พอตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เกือบห้าโมงเย็น
อาการครั่นเนื้อครั่นตัวน่ารำคาญกลับหายไปเป็นปลิดทิ้ง ผมจึงลุกขึ้นหาเสื้อผ้าเพื่อเตรียมจะไปอาบน้ำ คิดอยู่เหมือนกันว่าบ้าบิ่นเกินไปไหมเพราะเพิ่งหายไข้ แต่ร่างกายที่เหนียวเหนอะจนเกินทนทำให้ต้องตัดสินใจเสี่ยง หลังจากหยิบเสื้อได้แล้วผมจึงถอดกางเกงคาดผ้าเช็ดตัวแล้วเดินลงไปชั้นล่าง
เมื่อได้กลิ่นหอมของกับข้าวที่ลอยมาเตะจมูกตั้งแต่ยังไม่ถึงบันไดขั้นสุดท้ายท้องผมก็เริ่มร้องประท้วงทันที กะว่าจะเดินเข้าครัวไปอ้อนแม่สักหน่อยก่อนอาบน้ำ ทว่าหางตาดันไปเห็นใครบางคนกำลังนั่งตีหน้ายักษ์อยู่ตรงส่วนรับแขกซะก่อน
“แกมาได้ยังไง”
เหมือนเสียงคำรามที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจมากกว่าคำทักทาย แต่หนึ่งก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำนอกจากจ้องผมตาไม่กระพริบ เป็นเมฆต่างหากที่เดินเข้ามาหาแล้วรุนหลังไล่ผมให้ขึ้นไปข้างบน
“นายเป็นบ้าเรอะ! ไข้เพิ่งจะหายแต่ยังมาเดินแก้ผ้าโทงๆ อีก รีบไปใส่เสื้อผ้าเดี๋ยวนี้เลยนะ!!”
ผมกำลังจะเถียงว่าเหนียวตัวจนทนไม่ไหวแล้วอยากอาบน้ำ แต่เมื่อเห็นดวงตาสีน้ำตาลที่เปลี่ยนเป็นสีม่วงอย่างฉับพลันจึงต้องหุบปากเดินคอตกขึ้นชั้นสองไปใส่เสื้อผ้าตามที่เจ้าปีศาจบอก ก่อนกลับลงมาอีกครั้งในสภาพคล้ายซอมบี้
“วันนี้เราจับฉลากแบ่งงานของกลุ่มกัน” หนึ่งเริ่ม “พวกยัยปูรับหน้าที่เลี้ยงหนูให้มันชินกับคน ส่วนไอ้แย้กับไอ้ทันต้องเดินสายไฟต่อพ่วงอุปกรณ์ และนายกับฉันต้องประกอบตู้กับจัดวางวัสดุที่ทุกคนทำทั้งหมด”
แค่ได้ยินว่าต้องทำอะไรกับใครผมก็แทบอยากกลับไปนอนสลบต่อบนห้องอีกรอบ เมฆหัวเราะเบาๆ แล้วเอื้อมมือมาขยี้หัวผมด้วยท่าทางเหมือนพี่ชายผู้รักน้องซะเต็มประดา
“นายนี่เป็นที่รักของเพื่อนๆ ซะจริงนะ”
แววตาของหนึ่งวาวโรจน์ทันใด ซึ่งผมเห็นก็จริงแต่ไม่นึกใส่ใจนักหรอกครับเพราะเหมือนยิ่งตอกย้ำชะตากรรมอันน่ารันทดของตัวเอง หลังจากบรรยากาศกำลังมาคุได้ที่แม่ของผมก็เดินออกมาจากครัว
“ขอบใจสำหรับของฝากนะจ๊ะหนึ่ง อยู่ทานข้าวด้วยกันไหมลูก”
หน้ายักษ์ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มเทวดาภายในเสี้ยววินาที นี่ถ้ารามเกียรติ์เป็นเรื่องจริงล่ะก็ ผมว่าหนึ่งมันต้องเป็นทศกัณฑ์กลับชาติมาเกิดแหง
“ไม่รบกวนดีกว่าครับ ผมแค่จะมาบอกเต้เรื่องงานกลุ่มเอง” รอยยิ้มเทวดายังไม่จางหายไปไหนตอนที่หันมาทางผม “เต้... นายก็รักษาสุขภาพนะ งานโรงเรียนใกล้เข้ามาแล้ว ฉันอยากให้ร่างกายของนายเตรียมพร้อมก่อนรับศึกหนัก”
เหมือนเป็นคำประกาศว่านายเตรียมตัวตายได้เลยยังไงไม่รู้ ผมรู้สึกหนาวสันหลังและไม่กล้าสบตาหนึ่งขึ้นมาดื้อๆ แต่คนที่ไม่รู้เรื่องยังคงยิ้มเพราะเข้าใจว่าผมอาจต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อประกอบตู้โชว์หนูถีบจักรแข่งโอลิมปิค
“ยังไงก็ขอบใจสำหรับกับข้าวนะ ฝากขอบคุณคุณแม่ด้วย”
“ครับ ผมกลับก่อนนะฮะ”
หนึ่งค้อมตัวลงไหว้อย่างสวยงามซึ่งหาดูได้ยากมากแม้กระทั่งในโรงเรียน แต่ถ้าสังเกตสักหน่อยล่ะก็จะเห็นว่ามันยกมือไหว้แค่แม่ผมเท่านั้นแหละ
“พรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียนนะเต้”
ผมแค่พยักหน้า ไม่ทำแม้กระทั่งเดินไปส่งหนึ่งที่ประตู แน่ล่ะสิ มาเองได้ก็ต้องกลับเองได้ และที่สำคัญผมไม่ใจดีขนาดเห็นศัตรูเป็นมิตรในชั่วข้ามคืนแค่เพราะมีของฝากมาให้ที่บ้านหรอกนะ
“เอ้า! ไปกินข้าว มีอะไรเดี๋ยวไปคุยกันบนห้อง” เมฆตบไหล่ผมเบาๆ สองสามทีแล้วลุกเข้าไปในครัวเพื่อช่วยแม่ตักกับข้าวใส่จาน ไอ้นี่ก็อีกคนแสดงบทพี่ชายได้เนียนดีเหลือเกิน
หลังจากกินข้าวและอาบน้ำ (ที่แม่ผสมเป็นน้ำอุ่นให้อาบ) เรียบร้อยแล้ว ผมจึงเดินสะโหลสะเหลเข้าห้อง คิดว่ายังไงก็ต้องเอาการบ้านที่ค้างไว้มาทำให้เสร็จ แต่พอนึกถึงวัฏฏะอันน่าเบื่อที่อาจต้องเจอในวันพรุ่งนี้แล้วสมองผมก็กลับตื้อตันจนแทบไม่อยากกระดิกตัว
“กลัวหรือไง”
นายปีศาจซึ่งมักคืนรูปร่างที่แท้จริงในยามค่ำคืนเอ่ยถาม วันนี้มันนั่งพิงกำแพงอีกด้านเพื่อมองผืนฟ้าสีเข้มแต่ไร้ดาราดังเช่นทุกวัน ผมไม่ตอบคำถามกลับหยิบสมุดการบ้านขึ้นมานั่งทำเงียบๆ พยายามตั้งสมาธิให้จดจ่อแต่ไร้ผล
“ฮื่อ” ผมตอบในที่สุด
“ไม่ต้องห่วงหรอก เจ้านั่นไม่แกล้งนายแบบเมื่อก่อนแล้วล่ะ”
เหมือนประโยคบอกเล่าธรรมดามากกว่าคำปลอบให้คลายกังวล ผมมองเมฆด้วยแววตาสงสัยแต่เขาไม่ได้ใส่ใจผมอีกแล้ว ดวงตาคู่ที่ดูหงอยเหงาอย่างประหลาดหยุดนิ่งในรัตติกาลซึ่งไม่มีแม้แต่ดวงจันทร์
“จะว่าไปแล้ว นายชอบมองท้องฟ้าตอนกลางคืนจังนะ”
เมฆยิ้มกับคำพูดของผมพลางเสยเรือนผมของตัวเอง
“มองแล้วรู้สึกใจสงบน่ะ”
“เหรอ” ผมหันไปมองบ้าง แต่เมฆกลับหัวเราะเบาๆ
“อยู่ที่คนหรอก ถ้าวิธีนี้ไม่เหมาะกับนาย ต่อให้จ้องจนตาถลนออกมานอกเบ้าใจนายก็ไม่มีวันสงบ”
“ก็ไม่แน่หรอก” ว่าพลางขยับไปหานายปีศาจแล้วนั่งเอนหลังพิงกำแพงอยู่เคียงข้าง แต่ก็ยังพยายามรักษาระยะห่างไว้เผื่อในกรณีฉุกเฉิน เมฆหัวเราะอีกครั้งก่อนเอื้อมมือมาดึงศีรษะผมให้เอนลงไปพิงไหล่ของมัน
“ท่านี้สบายกว่านะ”
ไม่ได้อยู่ที่สบายหรือไม่สบาย ถ้าเกิดใครมาเห็นฉันในสภาพนี้เข้าจะทำยังไง!!
โวยวายแต่ในใจเท่านั้นแหละครับ ผมไม่ได้ขยับหรือพูดอะไรออกไปสักคำ ช่วยไม่ได้นี่... ท่านี้มันสบายจริงๆ อ่ะ
“เต้... นายรักแม่ของนายหรือเปล่า”
“รักสิ ถามโง่ๆ” ผมตอบอย่างไม่ลังเล และรู้สึกได้เลยว่านายปีศาจกำลังยิ้ม
“แล้วฉันล่ะ”
ผมเงียบสนิท ไม่ใช่ว่าลังเลหรอกครับ แต่เป็นเพราะผมไม่เข้าใจว่าทำไมหัวใจถึงเต้นแรงนักเมื่อได้ยินคำถามนี้
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่เมฆก็ไม่ได้ถามผมซ้ำ มือใหญ่ที่ค้างอยู่บนใบหน้ายังคงนิ่งเช่นเดิมและสิ่งที่ผมพอจะคาดเดาได้ก็คือ สายตาของเขากลับไปหยุดตรงท้องฟ้าอีกแล้ว
“ถ้านายเป็นพี่เมฆ ฉันคงจะรักนายเหมือนกับที่รักพี่ชายคนหนึ่ง”
มือใหญ่ที่ค้างอยู่ผละออกจากใบหน้าพร้อมกับศีรษะของผมที่กลับสู่ที่เดิม จากนั้นผมจึงจ้องเข้าไปในดวงตาสีม่วงที่มองอยู่แล้วพูดต่อ
“แต่นายไม่ใช่ ดังนั้นฉันจึงไม่มีวันรักนายอย่างนั้นได้”
สีหน้าของเมฆเหมือนตกตะลึง แต่ผมไม่ได้มองเขาแล้วเพราะต้องผละไปจัดการกับกองการบ้านต่อ อีกครู่ใหญ่ทีเดียวผมถึงจะได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
มันเป็นเสียงที่ผมเองก็อธิบายไม่ถูกว่านายปีศาจตนนั้นกำลังหัวเราะด้วยอารมณ์เช่นใด