2007/Nov/25

                    การเผชิญหน้ากันของชายหนุ่มสองคนที่อายุไม่น่าจะต่างกันเกินห้าปีสร้างความอึดอัดให้กับผู้เห็นเหตุการณ์อย่างมาก ยิ่งได้เห็นกระแสไฟฟ้าซึ่งแล่นแปลบปลาบอยู่รอบตัวคนทั้งคู่แล้ว ภาค ผู้ดูแลบ้านซึ่งเป็นหนุ่มวัยใกล้สี่สิบถึงกับหน้าถอดสีแข้งขาสั่นเพราะเป็นครั้งแรกจริงๆ ที่เขาเห็นเจ้านายผู้อ่อนวัยกว่าโกรธจัดถึงขนาดที่เรียกว่าถ้าฆ่าคนทางสายตาได้คงทำไปแล้ว

 

                        ฉันว่าฉันบอกไปแล้วนะว่าให้เต้ค้างที่นี่ก็ได้น่ะ   หนึ่งเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงกระด้าง แต่แขกผู้มาเยือนกลับทำสีหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

                        งั้นนายก็ต้องได้ยินที่คุณน้าบอกว่าไม่อยากรบกวนด้วยสิ   

 

                        รอยยิ้มบางระบายที่มุมปากคนตัวสูงกว่ายิ่งสร้างความหงุดหงิดให้กับเจ้าของบ้านจนแทบอยากพุ่งเข้าไปแลกหมัดกันสักผัวะสองผัวะ แต่เมื่อเห็นคนในบ้านยืนกันหน้าสลอน เขาจำต้องพยายามลดองศาเดือดของตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต

 

                        เต้หลับไปตั้งนานแล้ว ถ้ายังไงนายกลับไปก่อนเถอะเดี๋ยวเต้ตื่นแล้วฉันจะไปส่ง

 

                        นั่นไม่ใช่ปัญหา น้องชายของฉัน ฉันมีปัญญาพากลับเองได้

 

                        คำพูดของเมฆทำให้ดวงตาของหนึ่งเหมือนมีไฟลุกพรึบทันใด บรรดาคนที่มองอยู่ต่างเห็นท่าไม่ดีจึงรีบหลบฉากออกไปเป็นแถว คงเหลือแต่พ่อบ้านที่ยืนหน้าจ๋อยดูสงครามอยู่เพียงลำพัง นึกภาวนาอย่างเอาเป็นเอาตายว่าขอให้เขาเป็นแค่ผู้เห็นเหตุการณ์ด้วยเถอะ อย่าถึงขั้นเลยเถิดจนต้องกลายเป็นคนห้ามทัพเลย

 

                        นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วนายเพิ่งโผล่หัวมาเนี่ยนะ ไม่สงสารคนป่วยที่ต้องการเวลาพักผ่อนบ้างเลยหรือไง หา!”

 

                        ไม่ดีหรือไง คนรับรู้จะได้...    เมฆชำเลืองมองคนสูงวัยกว่าที่ยืนก้มหน้างุดอย่างมีความหมาย    น้อยหน่อย

 

                        หนึ่งกัดฟันกรอดเพราะเข้าใจดีว่าคนตรงหน้าต้องการพูดอะไร ใบหน้าขาวขึ้นสีเข้มแบบที่เป็นได้ทั้งอาการโกรธและเขินอาย แต่เมฆรู้ดีว่าเป็นอย่างหลังมากกว่า

 

                        งั้นก็รออยู่นี่ เดี๋ยวฉันไปพาลงมา!!”

 

                        รอยยิ้มบางกว้างขึ้นไปอีกนิดเมื่อร่างสูงก้าวตามเจ้าของบ้านเข้าไปด้านใน หนึ่งชะงักเท้าแล้วอ้าปากเพื่อเตรียมตะคอกใส่ แต่เมฆกลับสวนขึ้นมาก่อน

 

                        ฉันไม่อยากให้เต้ได้รับความกระทบกระเทือนทั้งทางร่างกายและจิตใจก่อนถึงเวลาอันควรน่ะ

 

                        ไอ้บ้า!! ไอ้...

 

                        หน้าแดงยิ่งแดงจัดและได้แต่ก่นด่าภายในใจเมื่อเหลือบไปเห็นคุณภาคเดินตามเข้ามาด้วย ที่สำคัญคือพวกสาวใช้กลับเข้ามาในบ้านกันหมดแล้ว ดังนั้นหนึ่งจึงกำหมัดแน่นอย่างคับแค้นแล้วหันหลังเพื่อนำคนตัวสูงใหญ่กว่าไปที่ห้องของตน ทว่าเมื่อถึงจุดหมายหนึ่งกลับไม่ยอมเข้าไปในห้องแต่ยืนกอดอกขวางทางอยู่ที่ประตูแทน

 

                        รีบๆ พามันกลับไปซะสิ เห็นแล้วรำคาญลูกตา!!”

 

                        รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าของเมฆแล้ว ความจริงมันดูตึงจนถึงขั้นน่ากลัวด้วยซ้ำ ขนาดคนที่ไม่กลัวอะไรง่ายๆ อย่างหนึ่งยังอดรู้สึกหวาดผวาไม่ได้ แต่ความรู้สึกนี้ไม่นานก็หายไปเมื่อเห็นคนตัวใหญ่อุ้มเต้ขึ้นมาได้อย่างง่ายดายเหมือนอุ้มเด็กตัวเล็กๆ

 

                        ... แถมเจ้าเต้ยังโอบรอบคอหมอนั่นอย่างกับเด็กสามขวบที่อ้อนพ่อ...

 

                        หนึ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างแรงเมื่อเห็นเพื่อนสมัยเด็กซุกใบหน้าลงบนไหล่กว้างของญาติผู้พี่ เมฆกวาดตามองไปรอบห้องเหมือนกับหาอะไรบางอย่างก่อนเอ่ยถาม

 

                        กระเป๋าของเต้ล่ะ

 

                        กำลังจะอ้าปากตอบว่า ไม่รู้แต่ผู้ดูแลบ้านกลับยื่นกระเป๋านักเรียนหนังสีดำส่งให้ เมฆกล่าวขอบคุณและใช้มือข้างที่พอยื่นได้รับมาถือไว้

 

                        เดี๋ยวจะให้คนขับรถไปส่งนะครับ    ภาคเสนออย่างมีน้ำใจ แต่หนึ่งกลับตะคอกใส่

 

                        ไม่ต้องไปหรอก มาเองได้ก็ต้องกลับเองได้สิ แล้วก็รีบไสหัวไปจากห้องนี้ได้แล้วฉันจะนอน!!”

 

                        มีเพียงรอยยิ้มบางที่แทนคำตอบของทุกสิ่ง จากนั้นร่างสูงใหญ่จึงเดินตัวปลิวออกจากห้อง ภาคบอกสาวใช้แถวนั้นให้ไปเปิดประตูบ้านให้แขกก่อนหันมาทางคุณชายคล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่หนึ่งกลับเดินกระแทกเท้าปึงปังกระโดดขึ้นเตียงนอนเงียบ คนสูงวัยกว่าถอนใจกับท่าทางเหมือนเด็กที่ถูกแย่งของเล่นแล้วเปลี่ยนคำที่ตนคิดจะบอกเป็นอีกประโยค

 

                        ราตรีสวัสดิ์นะครับ คุณชาย

 

                        พูดเท่านั้นก่อนปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา อาจเป็นเพราะแสงสลัวหรือคนที่อยู่บนเตียงนอนพลิกตัวหันหลังหนีไปแล้ว ภาคจึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าหนึ่งกำลังกัดเล็บของตัวเองด้วยสีหน้าหงุดหงิด

 

                        บรรยากาศยามค่ำคืนค่อนข้างหนาว แต่ไอร้อนซึ่งแผ่มาจากร่างผอมบางทำให้เมฆรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางเปลวแดดทั้งที่อยู่ในห้วงเวลาแห่งรัตติกาล ปีศาจหนุ่มมองคนในอ้อมแขนอย่างเป็นห่วง ก่อนขยับให้เต้เลื่อนตัวลงมาอีกเล็กน้อยเพื่อให้มองหน้าคนกำลังหลับได้ถนัด ดวงตาสีม่วงคล้ำจ้องเรียวปากบางสีชมพูระเรื่อนิ่ง จากนั้นจึงค่อยบรรจงประทับจูบอย่างอ่อนโยนท่ามกลางแสงสลัวของไฟส่องทาง

  

*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*

  

                        ผมค่อยๆ ลืมตาเพราะรู้สึกแสบผิวบริเวณต้นแขน ก่อนที่ภาพใบหน้าของหญิงวัยกลางคนซึ่งกำลังแย้มยิ้มอย่างเศร้าโศกจะทำให้ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนพยุงตัวเองเพื่อลุกขึ้นแต่ทำได้ไม่สำเร็จ เพราะอาการปวดเมื่อยจากพิษไข้วิ่งปลาบไปทั่วร่างจนต้องล้มลงไปนอนอีกครั้ง ผู้หญิงคนนั้นมีสีหน้าตกใจและทำท่าจะถลาเข้ามาประคอง ผมจึงต้องฉีกยิ้มกว้างเท่าที่จะทำได้เพื่อบอกกับเธอว่า ผมไม่เป็นอะไรมากครับแม่

 

                        อย่าเพิ่งลุกเลยจ๊ะ ลูกไม่สบาย

 

                        เสียงของแม่แหบเครือและแผ่วเบาทำให้ผมพยายามยิ้มเท่าที่จะทำได้ หลังจากนั้นจึงกรอกตาไปรอบห้องเพื่อมองหานาฬิกา คะเนจากแสงสว่างที่สาดเข้ามาทางหน้าต่าง นี่คงสายมากแล้วแน่นอน

 

                        กี่โมงแล้วครับแม่

 

                        สิบโมงกว่าแล้วจ๊ะ แต่วันนี้เต้ไม่ต้องไปเรียนหรอกนะ

 

                        แม่หันไปบิดผ้าขนหนูในกะละมังใบเล็กเพื่อไล่น้ำแล้วเช็ดตัวให้ผม แม้จะรู้สึกแสบผิวเล็กน้อยเพราะไข้ยังไม่ลด แต่สัมผัสอ่อนโยนก็ทำให้ผมต้องหลับตา

 

                        คุณน้าครับ ข้าวต้มเรียบร้อยแล้วฮะ คุณน้าไปทานก่อนเถอะเดี๋ยวผมเช็ดตัวเต้ให้เอง

 

                        เกือบสะดุ้งไปเล็กน้อยกับคำพูดของคนที่อยู่ๆ โพล่งขึ้นมาไล่บรรยากาศซาบซึ้งของผมกับแม่ออกไปจนหมด แต่เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้นายปีศาจมันบอกว่าไงนะ... เช็ดตัว... เฮ้ย!! เช็ดตัวเรอะ!!!

 

                        ผมพยายามส่งสายตาไม่ให้แม่ไปไหนแต่กลับขยับตัวไม่ได้ซะเฉยๆ โธ่เว้ย... ต้องเป็นลูกเล่นของเจ้าปีศาจอีกแหง นี่มันกล้าทำคุณไสยกระทั่งกับคนป่วยเลยเรอะ แง... ไอ้ปีศาจโหด

 

                        อ๋อ ขอบใจจ๊ะ งั้นเดี๋ยวเช็ดตัวเสร็จเมฆเรียกน้าด้วยนะ จะได้เอาข้าวต้มมาให้เต้

 

                        ผมจัดการเองดีกว่า คุณน้าทานเสร็จแล้วก็ไปนอนพักเถอะครับ เมื่อคืนก็แทบไม่ได้นอนเลยนี่

 

                        ถ้าตาผมไม่ฝาด ผมเห็นแม่เหม่อไปพักนึงก่อนพยักหน้าอย่างว่าง่าย ม่ายยย... เจ้าเมฆมันทำอะไรแม่ผม

 

                        งั้นฝากด้วยนะ เมฆ

 

                        ผมอยากจะเอื้อมมือไปดึงตัวแม่ไว้ใจแทบขาดแต่กลับไม่มีแรงเลยสักนิด ไม่นะแม่... อย่าทิ้งผมไว้กับเจ้านี่...

 

                        เลิกโวยวายกับเรื่องที่ฉันจะเช็ดตัวให้ซะทีเถอะน่า    เมฆนั่งลงตรงที่แม่ผมเคยนั่งอยู่ก่อนพูดเสียงลอดไรฟันหลังจากที่แม่ผมออกไปจากห้องแล้ว เสียงน้ำจ๋อมแจ๋มดังอยู่ข้างตัวทำให้ผมรู้สึกแหยงๆ ชอบกล

 

                        เมฆจับแขนผมดึงเข้าหาตัวแล้วเริ่มลูบผ้าขนหนูอุ่นจากต้นแขนจนถึงปลายนิ้วและไล้ขึ้นต้นแขนอีกครั้ง จากนั้นจึงค่อยขยับมานั่งบนฟูกแล้วเท้าแขนอ้อมตัวผมไปอีกด้านด้วยท่าทางเหมือนจะขึ้นคร่อม ใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มทันใดเมื่อเห็นดวงตาสีม่วงคล้ำมีประกายวิบวับอย่างเจ้าเล่ห์

 

                        แค่จะเช็ดตัว ไม่ต้องคิดมากได้ไหม

 

                        แง้... ไอ้บ้า ไอ้บ้า ไอ้บ้า ไอ้บ้า!!!

 

                        เจ้าปีศาจหัวเราะหึหึพลางจับแขนอีกข้างของผมขึ้นมาเช็ดอย่างนุ่มนวลจนผมคลายอาการวิตกจริตไปได้บ้าง ไม่นานนักความรู้สึกสบายก็เข้ามาแทนที่

 

                        เมื่อคืนแม่นายไม่ได้นอนเลยรู้ไหม ไม่ว่าฉันจะพยายามยังไงแม่นายก็ไม่ยอมนอน

 

                        เสียงเครียดทำให้ผมมองหน้านายปีศาจนิ่งแล้วนึกสงสัยไปร้อยแปด ก็เมื่อกี้มันยังเล่นคุณไสยกับแม่ผมได้เลยนี่นา

 

                        เรื่องบางอย่างฉันก็ทำไม่ได้นะเต้ หนึ่งในนั้นก็เช่นเรื่องสายใยความผูกพันระหว่างนายกับแม่น่ะ เป็นเรื่องที่เกินขอบเขตความสามารถของฉัน

 

                        แล้วนายก็เป็นห่วงแม่ฉันเหรอ     ว่าจบก็ต้องเบ้ปาก นี่ผมไม่ได้โดนเมฆสะกดแล้วเหรอ

 

                        ใช่ ก็คุณน้าน่ะเป็นคนที่ทำให้ฉันต้องมาที่นี่     เมฆทำสีหน้าเหมือนเพิ่งพลั้งปากอะไรออกไป จากนั้นมันก็รีบขยับตัวไปซักผ้าขนหนูด้วยอาการเหมือนกำลังกลบเกลื่อนอะไรบางอย่าง จากท่าทางลุกลี้ลุกลนทำให้ผมคาดเดาเรื่องเรื่อยเปื่อย

 

                        แม่ของฉันทำให้นายมาเหรอ แต่นายเคยพูดว่า... นาย...  

 

                        จะว่าไปแล้ว มันเคยบอกว่าจะกินแม่ของผมนี่นา!!

 

                        อะ... ไอ้ปีศาจ แกอย่าคิดอะไรบ้าๆ เชียวนะ ไม่งั้นฉัน... ค่อก!”      คำพูดหายลงคอกลายเป็นเสียงไอ เมฆรีบขยับมาจับผมไว้แล้วใช้นิ้วลากจากกลางอกขึ้นไปจรดริมฝีปาก การกระทำนี้ผมรู้สึกเหมือนตอนที่ลูกชิ้นติดคอไม่มีผิด

 

                        หลังจากที่ไออย่างเต็มแรงแล้ว เมฆก็ประคองผมให้ลุกขึ้นแล้วรองผ้าขนหนูไว้เพื่อให้ผมบ้วนสิ่งที่อยู่ในปากออกมา ก็มีแค่อย่างเดียวแหละครับที่จะอยู่ในคอของคนเริ่มเป็นหวัด อย่าให้ผมอธิบายเลยนะ มันขยะแขยงอ่ะ

 

                        เมื่อไหร่นายจะเลิกฟุ้งซ่านกับเรื่องบ้าๆ ซะทีนะ หรือเล่นเกมมากจนเพี้ยนไปแล้ว

 

                        เพี้ยนเพราะแกแหละ ไอ้ปีศาจกินคน!”

 

                        พอสบายตัวขึ้นมาหน่อยผมก็เริ่มออกฤทธิ์ ถึงจะยังใช้ได้แค่ฝีปากก็เอาวะ (ยังไงก็มีแค่เรื่องนี้แหละที่พอสู้ได้) ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

 

                        แต่พอเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเจ้าเมฆแล้ว ใจมันหวิวๆ ชอบกลแฮะ

 

                        นายกำลังสารภาพรักกับฉันอยู่หรือไง

 

                        จะบ้าเรอะ!! ฉันเป็นผู้ชายนะเฟ้ย จะมาสาระพ้ง สารภาพรักอะไรกับผู้ชายด้วยกันเล่า!”

 

                        นั่นสินะ ฉันก็เห็นอยู่ว่านายเป็นผู้ชาย

 

                        แววตากรุ้มกริ่มมองต่ำไปที่หน้าอกจนผมต้องมองตาม เฮ้ย! นี่ผมไม่ได้ใส่เสื้อหรือเนี่ย!!

 

                        ผมรีบโกยผ้าห่มขึ้นมาปกปิดท่อนบนของตัวเองทั้งที่ไม่จำเป็นสักหน่อย แต่นะ... เห็นสายตาอย่างนั้นแล้วปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า เพื่อที่ร่างกายจะได้มีอาการครบสามสิบสามต่อไป (อย่ามาถามนะว่าอีกหนึ่งงอกมาจากไหน คิดเองนะครับ คิดเอง >///<)

 

                        เมฆหัวเราะในลำคออีกครั้งพลางมองไปที่นาฬิกาปลุก แล้วปรับน้ำเสียงให้ดูจริงจังมากขึ้น

 

                        นายจะกินข้าวก่อนหรืออยากจะนอนก่อนล่ะ หือ?

 

                        ผมมองนาฬิกาตามแล้วทำหน้าครุ่นคิดอีกเล็กน้อย หลังจากที่ได้เม้งไปหน่อยก็รู้สึกเหมือนไข้จะสร่างไปเยอะและเริ่มหิว แต่สิ่งที่ผมพูดกลับตรงกันข้ามกับที่ร่างกายเรียกร้อง

 

                        ขอนอนต่อแล้วค่อยกินดีกว่า การบ้านของเมื่อวานก็ยังไม่ได้ทำเลยด้วย ฉันว่าถ้าได้หลับอีกงีบก็น่าจะหายแล้ว

 

                        กว่าจะรู้ตัวว่าคิดผิดก็สายไปเสียแล้วเมื่อนายเมฆกระชากผมเข้าหาตัวแล้วเริ่ม กิน อย่างรุนแรงกว่าครั้งไหน คราวนี้ผมทำไม่ได้แม้แต่การส่งเสียงร้องประท้วง เพราะเพียงแค่พริบตาเดียวแสงสว่างที่ผมเห็นก็ถูกความมืดเข้าบดบังจนหมดสิ้น

 

                        พอตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เกือบห้าโมงเย็น

 

                        อาการครั่นเนื้อครั่นตัวน่ารำคาญกลับหายไปเป็นปลิดทิ้ง ผมจึงลุกขึ้นหาเสื้อผ้าเพื่อเตรียมจะไปอาบน้ำ คิดอยู่เหมือนกันว่าบ้าบิ่นเกินไปไหมเพราะเพิ่งหายไข้ แต่ร่างกายที่เหนียวเหนอะจนเกินทนทำให้ต้องตัดสินใจเสี่ยง หลังจากหยิบเสื้อได้แล้วผมจึงถอดกางเกงคาดผ้าเช็ดตัวแล้วเดินลงไปชั้นล่าง

 

                        เมื่อได้กลิ่นหอมของกับข้าวที่ลอยมาเตะจมูกตั้งแต่ยังไม่ถึงบันไดขั้นสุดท้ายท้องผมก็เริ่มร้องประท้วงทันที กะว่าจะเดินเข้าครัวไปอ้อนแม่สักหน่อยก่อนอาบน้ำ ทว่าหางตาดันไปเห็นใครบางคนกำลังนั่งตีหน้ายักษ์อยู่ตรงส่วนรับแขกซะก่อน

 

                        แกมาได้ยังไง

 

                        เหมือนเสียงคำรามที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจมากกว่าคำทักทาย แต่หนึ่งก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำนอกจากจ้องผมตาไม่กระพริบ เป็นเมฆต่างหากที่เดินเข้ามาหาแล้วรุนหลังไล่ผมให้ขึ้นไปข้างบน

 

                        นายเป็นบ้าเรอะ! ไข้เพิ่งจะหายแต่ยังมาเดินแก้ผ้าโทงๆ อีก รีบไปใส่เสื้อผ้าเดี๋ยวนี้เลยนะ!!”

 

                        ผมกำลังจะเถียงว่าเหนียวตัวจนทนไม่ไหวแล้วอยากอาบน้ำ แต่เมื่อเห็นดวงตาสีน้ำตาลที่เปลี่ยนเป็นสีม่วงอย่างฉับพลันจึงต้องหุบปากเดินคอตกขึ้นชั้นสองไปใส่เสื้อผ้าตามที่เจ้าปีศาจบอก ก่อนกลับลงมาอีกครั้งในสภาพคล้ายซอมบี้

 

                        วันนี้เราจับฉลากแบ่งงานของกลุ่มกัน    หนึ่งเริ่ม     พวกยัยปูรับหน้าที่เลี้ยงหนูให้มันชินกับคน ส่วนไอ้แย้กับไอ้ทันต้องเดินสายไฟต่อพ่วงอุปกรณ์ และนายกับฉันต้องประกอบตู้กับจัดวางวัสดุที่ทุกคนทำทั้งหมด     

                           

                        แค่ได้ยินว่าต้องทำอะไรกับใครผมก็แทบอยากกลับไปนอนสลบต่อบนห้องอีกรอบ เมฆหัวเราะเบาๆ แล้วเอื้อมมือมาขยี้หัวผมด้วยท่าทางเหมือนพี่ชายผู้รักน้องซะเต็มประดา

 

                        นายนี่เป็นที่รักของเพื่อนๆ ซะจริงนะ

 

                        แววตาของหนึ่งวาวโรจน์ทันใด ซึ่งผมเห็นก็จริงแต่ไม่นึกใส่ใจนักหรอกครับเพราะเหมือนยิ่งตอกย้ำชะตากรรมอันน่ารันทดของตัวเอง หลังจากบรรยากาศกำลังมาคุได้ที่แม่ของผมก็เดินออกมาจากครัว

 

                        ขอบใจสำหรับของฝากนะจ๊ะหนึ่ง อยู่ทานข้าวด้วยกันไหมลูก

 

                        หน้ายักษ์ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มเทวดาภายในเสี้ยววินาที นี่ถ้ารามเกียรติ์เป็นเรื่องจริงล่ะก็ ผมว่าหนึ่งมันต้องเป็นทศกัณฑ์กลับชาติมาเกิดแหง

 

                        ไม่รบกวนดีกว่าครับ ผมแค่จะมาบอกเต้เรื่องงานกลุ่มเอง    รอยยิ้มเทวดายังไม่จางหายไปไหนตอนที่หันมาทางผม    เต้... นายก็รักษาสุขภาพนะ งานโรงเรียนใกล้เข้ามาแล้ว ฉันอยากให้ร่างกายของนายเตรียมพร้อมก่อนรับศึกหนัก

 

                        เหมือนเป็นคำประกาศว่านายเตรียมตัวตายได้เลยยังไงไม่รู้ ผมรู้สึกหนาวสันหลังและไม่กล้าสบตาหนึ่งขึ้นมาดื้อๆ แต่คนที่ไม่รู้เรื่องยังคงยิ้มเพราะเข้าใจว่าผมอาจต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อประกอบตู้โชว์หนูถีบจักรแข่งโอลิมปิค

 

                        ยังไงก็ขอบใจสำหรับกับข้าวนะ ฝากขอบคุณคุณแม่ด้วย

 

                        ครับ ผมกลับก่อนนะฮะ

 

                        หนึ่งค้อมตัวลงไหว้อย่างสวยงามซึ่งหาดูได้ยากมากแม้กระทั่งในโรงเรียน แต่ถ้าสังเกตสักหน่อยล่ะก็จะเห็นว่ามันยกมือไหว้แค่แม่ผมเท่านั้นแหละ

 

                        พรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียนนะเต้

 

                        ผมแค่พยักหน้า ไม่ทำแม้กระทั่งเดินไปส่งหนึ่งที่ประตู แน่ล่ะสิ มาเองได้ก็ต้องกลับเองได้ และที่สำคัญผมไม่ใจดีขนาดเห็นศัตรูเป็นมิตรในชั่วข้ามคืนแค่เพราะมีของฝากมาให้ที่บ้านหรอกนะ

 

                        เอ้า! ไปกินข้าว มีอะไรเดี๋ยวไปคุยกันบนห้อง    เมฆตบไหล่ผมเบาๆ สองสามทีแล้วลุกเข้าไปในครัวเพื่อช่วยแม่ตักกับข้าวใส่จาน ไอ้นี่ก็อีกคนแสดงบทพี่ชายได้เนียนดีเหลือเกิน

 

                        หลังจากกินข้าวและอาบน้ำ (ที่แม่ผสมเป็นน้ำอุ่นให้อาบ) เรียบร้อยแล้ว ผมจึงเดินสะโหลสะเหลเข้าห้อง คิดว่ายังไงก็ต้องเอาการบ้านที่ค้างไว้มาทำให้เสร็จ แต่พอนึกถึงวัฏฏะอันน่าเบื่อที่อาจต้องเจอในวันพรุ่งนี้แล้วสมองผมก็กลับตื้อตันจนแทบไม่อยากกระดิกตัว

 

                        กลัวหรือไง

 

                        นายปีศาจซึ่งมักคืนรูปร่างที่แท้จริงในยามค่ำคืนเอ่ยถาม วันนี้มันนั่งพิงกำแพงอีกด้านเพื่อมองผืนฟ้าสีเข้มแต่ไร้ดาราดังเช่นทุกวัน ผมไม่ตอบคำถามกลับหยิบสมุดการบ้านขึ้นมานั่งทำเงียบๆ พยายามตั้งสมาธิให้จดจ่อแต่ไร้ผล

 

                        ฮื่อ     ผมตอบในที่สุด

 

                        ไม่ต้องห่วงหรอก เจ้านั่นไม่แกล้งนายแบบเมื่อก่อนแล้วล่ะ

 

                        เหมือนประโยคบอกเล่าธรรมดามากกว่าคำปลอบให้คลายกังวล ผมมองเมฆด้วยแววตาสงสัยแต่เขาไม่ได้ใส่ใจผมอีกแล้ว ดวงตาคู่ที่ดูหงอยเหงาอย่างประหลาดหยุดนิ่งในรัตติกาลซึ่งไม่มีแม้แต่ดวงจันทร์

 

                        จะว่าไปแล้ว นายชอบมองท้องฟ้าตอนกลางคืนจังนะ

 

                        เมฆยิ้มกับคำพูดของผมพลางเสยเรือนผมของตัวเอง

 

                        มองแล้วรู้สึกใจสงบน่ะ    

 

                        เหรอ     ผมหันไปมองบ้าง แต่เมฆกลับหัวเราะเบาๆ

 

                        อยู่ที่คนหรอก ถ้าวิธีนี้ไม่เหมาะกับนาย ต่อให้จ้องจนตาถลนออกมานอกเบ้าใจนายก็ไม่มีวันสงบ

 

                        ก็ไม่แน่หรอก    ว่าพลางขยับไปหานายปีศาจแล้วนั่งเอนหลังพิงกำแพงอยู่เคียงข้าง แต่ก็ยังพยายามรักษาระยะห่างไว้เผื่อในกรณีฉุกเฉิน เมฆหัวเราะอีกครั้งก่อนเอื้อมมือมาดึงศีรษะผมให้เอนลงไปพิงไหล่ของมัน

 

                        ท่านี้สบายกว่านะ 

 

                        ไม่ได้อยู่ที่สบายหรือไม่สบาย ถ้าเกิดใครมาเห็นฉันในสภาพนี้เข้าจะทำยังไง!!

 

                        โวยวายแต่ในใจเท่านั้นแหละครับ ผมไม่ได้ขยับหรือพูดอะไรออกไปสักคำ ช่วยไม่ได้นี่... ท่านี้มันสบายจริงๆ อ่ะ

 

                        เต้... นายรักแม่ของนายหรือเปล่า

 

                        รักสิ ถามโง่ๆ    ผมตอบอย่างไม่ลังเล และรู้สึกได้เลยว่านายปีศาจกำลังยิ้ม

 

                        แล้วฉันล่ะ

 

                        ผมเงียบสนิท ไม่ใช่ว่าลังเลหรอกครับ แต่เป็นเพราะผมไม่เข้าใจว่าทำไมหัวใจถึงเต้นแรงนักเมื่อได้ยินคำถามนี้

 

                        ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่เมฆก็ไม่ได้ถามผมซ้ำ มือใหญ่ที่ค้างอยู่บนใบหน้ายังคงนิ่งเช่นเดิมและสิ่งที่ผมพอจะคาดเดาได้ก็คือ สายตาของเขากลับไปหยุดตรงท้องฟ้าอีกแล้ว

 

                        ถ้านายเป็นพี่เมฆ ฉันคงจะรักนายเหมือนกับที่รักพี่ชายคนหนึ่ง

 

                        มือใหญ่ที่ค้างอยู่ผละออกจากใบหน้าพร้อมกับศีรษะของผมที่กลับสู่ที่เดิม จากนั้นผมจึงจ้องเข้าไปในดวงตาสีม่วงที่มองอยู่แล้วพูดต่อ

 

                        แต่นายไม่ใช่ ดังนั้นฉันจึงไม่มีวันรักนายอย่างนั้นได้

 

                  สีหน้าของเมฆเหมือนตกตะลึง แต่ผมไม่ได้มองเขาแล้วเพราะต้องผละไปจัดการกับกองการบ้านต่อ อีกครู่ใหญ่ทีเดียวผมถึงจะได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ

                         มันเป็นเสียงที่ผมเองก็อธิบายไม่ถูกว่านายปีศาจตนนั้นกำลังหัวเราะด้วยอารมณ์เช่นใด

2007/Sep/20

ไหนนายว่าซื้อ PS3 มาแล้วไง ทันว่าพลางกระโดดไปรับเครื่องซึ่งคุณชายก็ยอมยื่นให้แต่ไม่วายบ่นกระปอดกระแปด

ขี้เกียจถอดน่ะ ยุ่งยาก เล่นไอ้นี่ไปก่อนแล้วกัน

โหย... พวกเราอยากดูหนังอ่ะ หนึ่ง เสียงหงุงหงิงของแม่สองสาวดังขึ้นจนผมนึกอยากตีกบาลตัวเอง นี่พวกมันลืมไปแล้วหรือไงว่าต้องประชุมหาข้อสรุปเรื่องกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์น่ะ

อยากดูก็กลับไปดูที่บ้านสิ แต่ห้ามหยิบแผ่นหนังออกไปจากห้องนี้เด็ดขาด แม่ฉันไม่ชอบให้ใครไปยุ่มย่ามกับของๆ ท่าน 

สองสาวหน้าสลดลงจนผมนึกสงสาร เอ๊ย ไม่ใช่สิ!! ถ้าพวกมันมาเพื่อเล่นเกม แล้วจะลากผมมาด้วยทำไม

เดี๋ยวสิ พวกนายจะไม่ประชุมเรื่องงานวิทยาศาสตร์ก่อนหรือไง

เหมือนเพิ่งถูกตีแสกหน้าให้ได้สติ (ล่ะมั้ง) ทุกคนต่างเงียบกริบและมองผมเป็นตาเดียวแต่ก็แค่ชั่วครู่ เพราะหลังจากนั้นไม่กี่วินาทีพวกหนึ่งก็หันไปให้ความสนใจกับเกมต่อ

ฉันส่งเรื่องไปให้ไอ้เกริกตั้งแต่ก่อนโรงเรียนเลิกแล้วว่าจะใช้หัวข้อพลังงานจากหนูถีบจักร

อ้าว แล้วแกจะนัดประชุมทำบ้าอะไร

พูดแล้วก็ต้องชำเลืองไปทางสองสาวโดยอัตโนมัติ ทั้งปูและรุ้งต่างทำหน้าขยะแขยงอย่างไม่ปิดบัง ส่วนแย้กับทันเข้าไปอยู่ในโลกของเกมเรียบร้อยแล้ว

ว่าจะแบ่งงาน แต่พอดีเกมที่สั่งไปเพิ่งมาส่งเลยเอาไว้ก่อน

ผมถอนหายใจกับคำตอบของลูกชายคุณนายกิมลั้งพลางลุกขึ้นยืน งั้นฉันกลับบ้านก่อนแล้วกัน

หนึ่งไม่ตอบ มันทำท่าราวกับว่าผมไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วยซ้ำ เออ! ช่างมันเหอะ จะว่าไปมันทำอะไรก็ไม่เกี่ยวกับผมนี่ แถมบางทีที่เรียกผมมานี่อาจเป็นเพราะอยากแกล้งให้ผมเดินกลับบ้านในระยะทางไกลขึ้นกว่าเดิมก็ได้

แต่เมื่อไปถึงประตู เกม RPG ที่ผมเคยเห็นตัวอย่างในร้านเกมเจ้าประจำก็ขึ้น INTRO ส่วนก่อนเข้าสู่เนื้อหาหลัก ผมยืนตะลึงค้างจ้องงาน CG ระดับเทพซึ่งงามหยดย้อยตรึงสายตาไม่ให้ละไปไหน วูบหนึ่ง ผมนึกอยากเล่นเกมนี้ขึ้นมากะทันหันทั้งที่แต่ก่อนไม่เคยคิดพิสมัยเกมแนวนี้เลยแม้แต่น้อย

สวยจังเลย ฉันเล่นด้วยคนนะหนึ่ง

รอยยิ้มหวานราวกับเป็นคำตอบให้ยัยปูคนสวย แต่หลังจากนั้นแววตากรุ้มกริ่มพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาเมื่อมองมาทางผม วินาทีนั้นเองปริศนาทุกอย่างก็ไขกระจ่าง มันไม่มีอะไรมากนอกจากเป็นแค่แผนการเรียกผมมาเยาะเย้ยนั่นเอง!!

ผมออกไปนอกห้องและทำท่าจะปิดประตูอย่างแรงเพื่อระบายโทสะ แต่เมื่อเห็นลวดลายบนไม้ซึ่งค่าแกะสลักคงแพงกว่าบ้านผมทั้งหลังแล้วก็เกิดเปลี่ยนใจค่อยๆ ปิดมันอย่างนุ่มนวลก่อนหันหลังเพื่อหาทางออกไปจากคฤหาสน์แห่งนี้โดยเร็วที่สุด

แล้วบันไดมันอยู่ตรงไหนล่ะ?

จำได้ว่าเดินตรงมาอีกนิดก็เจอแล้ว ไม่สิ... มันต้องเลี้ยวซ้ายหนนึงก่อน... ใช่หรือเปล่าหว่า...

ว่าแต่ห้องที่มีประตูลายเถากุหลาบนั่นไม่ได้มีแค่ห้องเดียวหรือไง?

ผมเริ่มหันรีหันขวางเมื่อเลี้ยวมาตรงทางเดินด้านตรงข้ามแล้วพบห้องที่มีลวดลายตรงประตูเป็นเถากุหลาบอีกแล้ว โอ๊ย! อยากจะบ้า นี่ถ้าผมต้องมาหลงทางตายอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้คงน่าสมเพชพิลึก!!

เดินไปเดินมาชักเมื่อยและที่สำคัญอากาศเย็นๆ เหมือนอยู่ขั้วโลกมันทำให้ผมเกิดอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมา โธ่เว้ย! ทำไมผมต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้เนี่ย!!!

ผมร้องโวยวายอยู่ในใจแล้วดึงทึ้งผมตัวเองราวคนบ้าเพื่อระบายความเครียด ก่อนทรุดนั่งลงบนพื้นพรมตรงนั้นอย่างหมดเรี่ยวแรง คิดไปเองหรือเปล่านะว่าแอร์มันเย็นมากขึ้นเรื่อยๆ

นั่งทำบ้าอะไรตรงนี้

น้ำเสียงเยาะคุ้นหูทำให้ผมเงยหน้าขึ้น เห็นคุณชายเจ้าของบ้านยืนกอดอกเต๊ะท่าวางมาดได้อย่างน่าถีบ ทว่าขอผมเข้าห้องน้ำก่อนแล้วค่อยออกมาเตะมันสักป้าบก็ยังไม่สายมั้ง

ห้องน้ำอยู่ไหน

หนึ่งเลิกคิ้วกับคำถามก่อนเกาหัวตัวเองด้วยสีหน้าเหมือนรำคาญเต็มที

เมื่อกี้ก็ไม่รู้จักเข้า ห้องนั้นก็มีห้องน้ำ

ใครจะไปรู้วะ ไม่ใช่บ้านฉันนี่หว่า 

คำยอกย้อนของผมทำให้คุณชายกอดอกวางมาดอีกครั้ง รอยยิ้มไม่น่าดูแย้มพรายบนใบหน้าคมก่อนเจ้าของจะถากถางผมด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย

งั้นแกก็หาทางกลับไปห้องนั้นเองแล้วกัน หรือจะฉี่มันตรงนี้ก็ได้นะ ฉันไม่ว่า

แล้วถ้าฉันไม่ได้แค่ฉี่ล่ะ ผมเชิดหน้าอย่างท้าทาย ไม่รู้เลยว่าการทำแบบนั้นจะยิ่งดันตัวเองให้เข้าสู่จุดอับ

ก็เอาสิ ถ้าแกกล้าเสนอมาฉันก็กล้าสนองล่ะวะ แล้วหลังจากนี้ก็เตรียมใจเปลี่ยนฉายาได้เลย

รอยยิ้มเยาะของคนเหนือกว่ายิ่งกว้างขึ้นจนผมต้องเม้มปาก... ก็ได้! งวดนี้ยอมให้ แต่ฝากไว้ก่อนเถอะ!!

แล้วห้องน้ำอยู่ไหน

หนึ่งทำเสียงหึ! ในลำคอก่อนหันหลังพยักพเยิดให้เดินตามมันไป ไม่นานผมก็มาหยุดตรงหน้าห้องที่อยู่ลึกเข้าไปเกือบด้านในสุดและไม่มีลวดลายเถากุหลาบอยู่บนบานประตู แต่ความโอ่อ่าของห้องนี้ก็ทำให้ผมตกตะลึงจนต้องอ้าปากค้างได้ไม่แพ้ห้องแรก

ห้องน้ำอยู่ตรงนั้น เร็วๆ หน่อยล่ะ ฉันจะอาบน้ำ ว่าพลางชี้ไปทางประตูสีครีมอ่อนที่เหมือนอยู่ไกลลิบ ผมรีบพุ่งไปยังทิศทางที่หนึ่งบอกเพราะเริ่มอั้นไม่ไหว แต่เมื่อผลักประตูเข้าไปภาพที่เห็นก็ทำให้ต้องอ้าปากค้างอีกรอบ

ห้องน้ำหรือสระว่ายน้ำวะเนี่ย!!

ถ้าไม่สังเกตกำแพงกระจกกั้นระหว่างสุขากับสิ่งที่ดูคล้ายอ่างอาบน้ำ ผมก็คงนึกว่าตัวเองหลงเข้ามาอยู่ในสปอร์ตคลับ แต่เมื่อมองให้ดีแล้ว สระสี่เหลี่ยมนั่นก็ยังเล็กกว่าสระว่ายน้ำทั่วไปอีกโขเลย

ยืนเซ่ออยู่ได้ จะเข้าหรือไม่เข้า!!

เสียงเร่งทำให้ผมรีบปิดประตูเพื่อทำธุระส่วนตัว แต่นะ... หรูหราซะขนาดนี้แล้วผมจะใช้สุขาอย่างสุโขได้ยังไง

เอ่อ... หาข้ออ้างไปอย่างนั้นแหละ พอเอาเข้าจริงต่อให้ตรงหน้าเป็นชักโครกทองคำ มนุษย์ก็ฝืนกฎธรรมชาติไม่ได้หรอกครับ

หลังจากเสร็จธุระผมก็มายืนอยู่ในห้องใหญ่ หนึ่งสั่งให้ผมรออยู่ก่อนจนกว่ามันจะอาบน้ำเสร็จ ผมจึงฉวยโอกาสสำรวจห้องหรูหราที่แน่ใจเกือบพันเปอร์เซ็นต์ว่ามันคือห้องนอนของคุณชายตลาดสด อ้อ... ไม่ใช่เพราะแลปท็อปหรือกระเป๋านักเรียนบนโต๊ะหนังสือขนาดยักษ์นั่นหรอกครับที่ทำให้ฟันธงได้ แต่เป็นเจ้า PS3 ที่เสียบติดกับทีวีพลาสม่าจอแบนแบบตั้งพื้นขนาดพอๆ กับห้องที่ผมเพิ่งจากมาเมื่อกี้มากกว่า

ว่าแต่... ทำไมบ้านนี้ถึงได้เปิดแอร์แรงนักนะ ข้างนอกเขารณรงค์เรื่องโลกร้อนกันโครมๆ ชอบทำอะไรสวนกระแสจริงๆ เลยพับผ่า

ผมลูบต้นแขนพลางมองไปรอบห้องว่าเครื่องปรับอากาศมันอยู่ตรงไหนแต่ก็เหลว ความจริงถึงไม่ซ่อนไว้ผมก็ไม่คิดจะไปจุ้นจ้านหรอก ที่มองหาเพราะอยากจะหลบไอเย็นซึ่งทำให้ขนลุกขนชันอยู่เนี่ย

ฮัดเช้ย!!

โอย... หนาวจนจะแข็งตายอยู่แล้ว และไอ้บ้านั่นจะอาบน้ำเผื่อถึงปีหน้าเลยหรือไง

หนึ่ง แกจมน้ำตายหรือยังฉันจะได้เรียกปอเต็กตึ้ง

ปากเสีย เดี๋ยวฉันออกไป!!

จากระยะห้องน้ำกับตรงที่ผมนั่งชันเข่าคุดคู้อยู่นี่ก็น่าจะเกินเจ็ดเมตร แต่ผมยังได้ยินเสียงตะโกนของไอ้หนึ่งชัดแจ๋ว เพิ่งรู้นะเนี่ยว่านอกจากหลอดเสียงจะดีแล้วหูยังดีอีก มิน่าล่ะมันถึงได้ขี้โวยวายนัก

สักพักหนึ่งก็ออกมาจากห้องน้ำ ร่างกายสมส่วนปกปิดด้วยชุดคลุมอาบน้ำที่ดูเหมือนทำมาจากขนแกะสีขาว บนหัวเปียกชื้นนั่นก็มีผ้าขนหนูผืนเล็กๆ โปะไว้ ผมชักสงสัยแล้วว่ามันเกิดที่ขั้วโลกเหนือรึไง หนาวขนาดนี้ยังแต่งตัวแบบนั้นได้อยู่อีก

แล้วแกไปซุกอะไรตรงนั้น ว่าพลางนั่งลงบนเตียงและเอาผ้าขนหนูขยี้หัว แต่สองคิ้วของหนึ่งขมวดกันจนแทบเอาไปใช้แทนโบว์ได้ ทำไมล่ะ! ไอ้การมาคุดคู้อยู่ในซอกโต๊ะเขียนหนังสือเพราะอยากหลบไอเย็นของเครื่องปรับอากาศมันผิดมากนักหรือไง

หนาว อยากตอบแบบที่ใจคิดนะครับแต่ไม่กล้าพอ เพราะสองตาเจ้าปัญหาของผมดันเหลือบไปเห็นแผงอกแน่นๆ อย่างกับคนเล่นกล้าม เวลามันไม่ได้อยู่ในชุดนักเรียนแล้วตัวใหญ่มากจริงๆ

ไปขดตรงนั้นแล้วมันจะหายหนาวไหมวะ แทนที่จะมาห่มผ้าห่มตรงนี้ ไอ้ซื่อบื้อเอ๊ย!!

ใครจะไปตรัสรู้ล่ะวะ เดี๋ยวเกิดมาบอกว่า ใครใช้ให้แกมาซุกบนเตียงข้า เดี๋ยวกลิ่นสาบคนจนติดมาแกจะมีปัญญารับผิดชอบไหม แล้วทำไงล่ะ

มานี่!!

เสียงตะคอกทำให้ผมสะดุ้งโหยง... ซวยแล้ว! หรือมันจะมีความสามารถพิเศษเหมือนไอ้เมฆที่อ่านใจผมออก ตายสิครับ งานนี้ผมตายแน่ๆ

บอกให้มานี่ จะมาดีๆ หรือต้องให้ไป... ลากมา หา!!

เงียบไปสักพักแล้วก็โวยวายขึ้นมาอีก ช่างสมกับเป็นคุณชายเจ้าอารมณ์จริงๆ แฮะ แต่เอาน่ะ... อย่างน้อยมันก็ไม่ได้อ่านใจได้อย่างที่ผมนึกกลัว จะว่าไปแล้วแค่ได้ยินเสียงแว้ดๆ นั่นก็ปวดหัวจนไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วยแล้วล่ะ

ผมถอนหายใจขณะคลานออกจากซอกโต๊ะ คงเพราะขดอยู่นานเกินไปถึงได้รู้สึกเมื่อยเนื้อตัวอย่างบอกไม่ถูก หนึ่งลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า ปล่อยให้ผมจัดการคลุมร่างกายตัวเองด้วยผ้านวมหนาซึ่งมีกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มอ่อนๆ หือ... กลิ่นเดียวกับที่แม่ใช้เลยแฮะ

แล้วจะนั่งกับพื้นเย็นๆ ทำไมเล่า ขึ้นไปนั่งบนเตียงโน่น!!

คำสั่งของคุณชายทำให้ผมต้องเปลี่ยนจากพื้นขึ้นไปนั่งบนเตียงทันควัน ตอนแรกก็รู้สึกตกใจที่ฟูกมันยวบลงไปทันทีที่ทิ้งน้ำหนัก แต่พอผ่านไปสักพักความอุ่นสบายก็เข้ามาแทน... โอ้... เตียงของพวกคนรวยมันน่านอนอย่างนี้นี่เอง

พอคิดถึงเรื่องนอนเปลือกตาก็เริ่มหนักจนผมชักข่มใจไม่ให้เอนหลังไว้ไม่อยู่ แต่พอลองเช็คเจ้าของเตียงดูก็พบว่าหมอนั่นยังง่วนอยู่กับการหาเสื้อผ้าไม่ได้สนใจหันมาทางนี้เลยสักนิด นี่ถ้าผมแอบงีบสักสองนาทีมันคงไม่รู้แน่

ใช่... ไม่รู้หรอก... ขอแค่สองนาที...

แค่สอง...

เต้ แกจะเล่น PS3 มั้ย ฉันสั่งเกมใหม่มา แนวระเบิดภูเขาเผากระท่อมอย่างที่แกชอบเลย อ้าว...

หนึ่งซึ่งกำลังจะถอดชุดคลุมต้องชะงักคำพูดเมื่อหันไปเห็นคนตัวเล็กนอนพังพาบบนเตียงโดยม้วนตัวเองเอาไว้ในผ้านวมและห้อยขาลงพื้น เขารีบจับเสื้อคลุมอาบน้ำสวมไว้ตามเดิมขณะเดินไปหาเต้ เห็นท่าทางอันน่าขันแล้วเด็กหนุ่มก็กอดอกอมยิ้มพลางส่ายหัวก่อนเข้าไปจับคนเจ้าปัญหาให้นอนในท่าสบายกว่าเดิม

แต่การขยับคนที่นอนกินพื้นที่ถึงครึ่งเตียงไม่ใช่เรื่องง่าย แถมน้ำหนักยังเพิ่มขึ้นเพราะผ้าห่มหนาซึ่งเต้เอาไปพันตัวไว้เหมือนกุ้งพันอ้อย หนึ่งจึงต้องดึงผ้านวมออกก่อนแล้วค่อยอุ้มคนที่หลับสนิทแล้วไปยังอีกฝั่งของเตียง เผื่อว่าคืนนี้เต้อาจจะหลับยาว

ลมหายใจร้อนที่กระทบแผ่นอกเปลือยเปล่าในจังหวะจัดท่านอนทำให้หัวใจเด็กหนุ่มเต้นแรงจนกลัวว่าคนที่หลับอยู่จะได้ยิน แต่เมื่อเรียบร้อยแล้วเต้ก็ยังนอนไม่รู้เรื่อง หนึ่งจึงผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกก่อนเดินไปหยิบผ้านวมซึ่งกองอยู่บนพื้นมาห่มให้

รู้ไหมว่ากำลังนอนอยู่บนเตียงใคร หือ...

หลังจากห่มผ้าให้เรียบร้อยเขาก็มานั่งสำรวจคนหลับอย่างหมั่นไส้กึ่งเอ็นดู เมื่อเห็นแว่นทรงสี่เหลี่ยมกรอบใสที่แม้ไม่อาจบดบังแพขนตางอนหนาแต่คงไม่ดีนักถ้าใส่มันในเวลานอน หนึ่งจึงถอดแว่นให้เต้อย่างเบามือที่สุดและกำมันเอาไว้ในมืออย่างหลวมๆ เพื่อสำรวจคนตรงหน้าต่อ โอกาสที่จะได้เห็นนายตัวแสบชัดๆ เต็มตาอย่างนี้มีไม่บ่อยนัก ดังนั้นเขาจึงไม่อยากพลาดช่วงนาทีทองแม้สักเสี้ยว

นายรู้ไหมว่าฉันรักนายมาตั้งแต่ประถมแล้ว หือ... เจ้าโง่ ว่าพลางไล้ปอยผมที่ปรกหน้าขึ้นไปเก็บอย่างแผ่วเบา สัมผัสร้อนจากแก้มใสส่งถึงหัวใจผ่านทางปลายนิ้วทำให้หนึ่งเกิดความโลภขึ้นมาอีกนิด...

อยากลิ้มรสริมฝีปากสีชมพูระเรื่อนั่นว่าจะหวานอย่างที่เห็นหรือเปล่า

เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายพลางมองไปรอบห้องด้วยท่าทางคล้ายเด็กเล็กที่ลังเลจะทำความผิด แต่เรียวปากบางซึ่งเผยออ้าเล็กน้อยทำให้เขาอดใจไว้ไม่ได้อีกแล้ว หนึ่งค่อยๆ เคลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้จนรู้สึกได้ถึงไอร้อนที่พวยพุ่งออกมาจากร่างเล็กๆ นั่น

ร้อนเหรอ?

เต้ เฮ้ย!!

ฝ่ามือหนาตะปบลงบนหน้าผากเกลี้ยงทันใด เขาสบถอย่างหัวเสียสองสามคำก่อนลุกพรวดพราดออกจากห้อง

เต้ไม่สบาย

คุณภาค คุณภาค!!!

เสียงตะโกนก้องไปทั่วคฤหาสน์สร้างความตกใจให้ใครหลายคนจนต้องโผล่หน้ามาดู สองสาวถึงกับอุทานเมื่อเห็นเด็กหนุ่มในชุดคลุมอาบน้ำผ่านหน้าพวกเธอไป สรีระที่กำยำเกินอายุบวกกับผมเผ้าเปียกชื้นทำให้หนึ่งมีเสน่ห์อันตรายเหมือนชายหนุ่มคนนึงเลยทีเดียว

ชายในชุดภูมิฐานคนเดิมโผล่มาตรงทางแยกใกล้ห้องที่แขกทั้งสี่กำลังเล่นเกมอยู่ สองมือของเขาถือกล่องพิซซ่ากับของว่างถุงใหญ่อีกถุง เครื่องหน้าสูงวัยกว่าดูตื่นตระหนกไม่แพ้แขกเจ้าประจำสองคนที่ยืนอยู่หน้าประตู

ขอพาราให้ฉันสองเม็ด แล้วสั่งให้แม่บ้านเอาข้าวต้มขึ้นไปที่ห้องฉันเดี๋ยวนี้เลย!!

สั่งเสร็จก็หันหลังเดินจ้ำเพื่อกลับห้อง ทันเห็นท่าทางร้อนรนของเพื่อนแล้วก็อดเอ่ยปากถามไม่ได้

ใครเป็นอะไรเหรอ สีหน้ากราดเกรี้ยวคลายลงเมื่อเห็นว่าใครถาม หนึ่งนิ่งไปอึดใจก่อนตอบเสียงเรียบ

ฉันรู้สึกไม่สบายนิดหน่อย พวกนายอยากกลับเมื่อไหร่ก็บอกคุณภาคแล้วกัน 

เด็กหนุ่มสองคนทำแค่พยักหน้า แต่ปูกลับทำหน้าตาตื่นแล้วพูดขึ้นมาว่า

อ้าว! ไม่สบายแล้วเดินมาทั้งอย่างนี้จะกลับห้องไหวเหรอ ยังไงพวกฉันไปส่งเอาไหม

เห็นยัยรุ้งพยักหน้ารับลูกเพื่อนแล้วทันกับแย้ก็ได้แต่ถอนใจ ขนาดพวกเขาที่คบหากับหนึ่งมาตั้งแต่ประถมยังไม่เคยได้เข้าไปเหยียบห้องส่วนตัวของมันเลยสักครั้ง ช่างเถอะ ให้แม่พวกนี้โดนซะบ้างก็ดีจะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

แย้ นายช่วยแจงรายละเอียดให้ทีว่างานวิทย์นี่ต้องเตรียมอะไรบ้าง ส่วนพวกเธอ... เขาหันไปพูดกับกลุ่มเด็กสาวด้วยสีหน้าเย็นชา ไปหาซื้อหนูถีบจักรมา แล้วดูแลให้ดีอย่าให้มันตายล่ะ 

แม้อยากแย้งว่างานโรงเรียนยังอีกตั้งหลายวันและพวกตนก็บอกไปแล้วว่าไม่ชอบหนู แต่เมื่อเห็นสีหน้าถมึงทึงราวกับยักษ์ ปูและรุ้งก็พยักหน้าอย่างเสียมิได้

แล้วไอ้เต้ล่ะ คำถามของทันทำให้ใบหน้ายักษ์ผิดปกติไปชั่วแวบ

ไม่รู้สิ กลับไปแล้วมั้ง

กลับทั้งที่ไม่เอากระเป๋าไปด้วยนี่นะ ไอ้เต้นี่งี่เง่ากว่าที่คิดแฮะ

สองสาวหัวเราะคิกคักกับคำพูดของทันแต่อีกสองหนุ่มกลับไม่ขำตาม ใบหน้าของหนึ่งเฉยชาจนถึงขั้นตึงขณะที่แย้ชำเลืองมองคุณชายเพื่อนสนิทอย่างหวังว่าจะพบความผิดปกติ

เดี๋ยวฉันแวะเอาไปให้มันตอนขากลับก็ได้

ไม่ต้อง!! เอ่อ... ฉันว่าพรุ่งนี้ค่อยเอาไปให้มัน... ไม่สิ พรุ่งนี้ค่อยให้มันมาเอาที่นี่แล้วกัน

ถ้าไม่ฉุกคิดก็คงนึกว่านี่คือแผนการแกล้งเต้อีกแผน สามคนที่เข้าใจว่าเป็นอย่างนั้นหัวเราะกันครืน เหลือเพียงคนเดียวที่พยักหน้าเหมือนรับรู้แต่ไม่ได้ผสมโรงร่วมหัวเราะกับใคร อันที่จริงแย้ไม่ทำแม้กระทั่งยกมุมปากขึ้นด้วยซ้ำ

งั้นนายก็อย่าลืมโทรไปเยาะเย้ยมันที่บ้านด้วยแล้วกัน ส่วนเรื่องที่บอกไม่ต้องห่วงเดี๋ยวฉันจัดการเอง

หนึ่งพยักหน้าแล้วเดินกลับห้อง ไม่สนใจปูกับรุ้งซึ่งยืนมองตนด้วยแววตาเพ้อฝัน ทันหันไปพูดอะไรบางอย่างกับแย้ก่อนเดินไปปิดเกม ส่วนแย้หยิบสมุดขึ้นมาเล่มหนึ่งจากในกระเป๋าตัวเองแล้วลงมือฉีกกระดาษจากหน้ากลาง จากนั้นจึงตั้งต้นเขียนโครงงานวิทยาศาสตร์ลงไป

หลังจากที่คนเจ้าปัญหากินยาไปเรียบร้อยแล้ว หนึ่งก็กลายร่างเป็นหนูถีบจักรเดินพล่านอยู่ในห้องตัวเองเพราะกำลังนึกหาวิธีที่จะโทรไปบอกทางบ้านของเต้ยังไงโดยไม่ต้องเจอญาติเจ้าปัญหาคนนั้น ขณะที่คิดอยู่สายตรงภายในห้องก็ดังขึ้น เด็กหนุ่มขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิดก่อนเดินไปรับโทรศัพท์

ว่าไง!!

คุณชายครับ ทางบ้านเพื่อนคุณชายที่ชื่อเต้โทรมาครับ

ซวยแล้วไง! เด็กหนุ่มหน้าเจื่อนเพราะยังคิดหาวิธีไม่ได้ แถมลางสังหรณ์ยังบอกอีกว่าคนที่โทรมาคือคนที่เขาไม่อยากคุยด้วยนั่นแหละ

เอาวะ!! หลบไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา

ทว่าคนคุยสายกลับเป็นแม่ของเต้ ซึ่งหนึ่งก็เกือบถอนหายใจอย่างโล่งอกไปแล้ว ถ้าลงท้ายจะไม่มีคำว่า...

เดี๋ยวน้าให้พี่ชายเขาไปรับ หนึ่งไม่ต้องลำบากหรอกจ๊ะ

นั่นแหละครับคุณน้า ลำบากที่สุดเลย TT_TT

2007/Sep/20

นานแล้วที่ผมไม่ได้กินข้าวเย็นอร่อยขนาดนี้ 

กับข้าวพื้นๆ เหมือนทุกวัน จะพิเศษขึ้นมาอีกหน่อยก็คือไก่ย่างห้าดาวกับน้ำจิ้มแจ่วที่ผมชอบ แต่สิ่งที่ทำให้อาหารเย็นวันนี้อร่อยกว่าชุด A COMBO สุดหรูที่โรงเรียนก็คือเสียงหัวเราะของแม่ ไม่ใช่ไม่เคย แต่แม่ผมไม่เคยหัวเราะเต็มเสียงขนาดนี้นับตั้งแต่พ่อตาย อย่างดีก็แค่ยิ้มกว้างหน่อย กับหึหึในลำคออีกไม่กี่ครั้ง

ขอบใจนายมากนะ

ผมบอกเมฆในตอนที่เราสองคนอยู่ในห้องนอนแล้ว ผมกำลังนั่งทำการบ้าน ส่วนหมอนั่นกลายร่างเป็นปีศาจและนอนกระดิกเท้าอยู่บนฟูก เมฆเลิกคิ้วแล้วยิ้มก่อนหันมาพูดกวนประสาท

นายว่าอะไรนะ

เปล่า ไม่มีอะไร ผมรีบเฉไฉเมื่อเห็นประกายตาวิบวับของเจ้านั่น ชิ! แกล้งกันชัดๆ

เมื่อกี้ฉันได้ยินนายบอกว่าขอบใจ

ก็รู้เหมือนกันนี่หว่า แล้วจะถามทำไม!

ผมเม้มปาก พยายามตั้งสติให้จดจ่ออยู่กับการบ้านแต่ก็พบว่ามันยากชะมัด สัญชาตญาณที่บอกว่าเจ้าปีศาจนั่นยังไม่ละสายตาไปไหนทำให้รู้สึกสะบัดร้อนสะบัดหนาวยังไงไม่รู้

เขินหรือไง เสียงปีศาจดังขึ้นอีกครั้งแต่คราวนี้รู้สึกว่ามันดังอยู่ข้างหู ผมเงยหน้าก่อนสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจเมื่อเห็นหน้าหล่อๆ เท้าคางกับโต๊ะเขียนหนังสือกำลังส่งยิ้มมาให้

ฉันไม่อยากได้คำขอบใจที่มีแต่คำพูดหรอก

ว่าพลางขยับร่างเข้ามาชิดและใช้แขนข้างหนึ่งรั้งตัวผมไว้ไม่ให้กระถดหนี หัวใจผมเต้นแรงจนแทบกระดอนมานอกอกเพราะตอนนี้เจ้านั่นกำลังโน้มตัวลงมาหาผมช้าๆ

มะ... ไม่ดีมั้ง ฉันกำลังทำการบ้านอยู่...

เดี๋ยวค่อยทำต่อก็ได้... เสียงของเมฆแผ่วเบา ตอนนี้ฉันอยากกินนาย

สัมผัสนุ่มลงมาประทับบนริมฝีปากก่อนที่สมองผมจะคิดหาข้ออ้างทัน ลิ้นของเมฆดุนดันเข้ามาเพื่อให้ปากผมเปิดอ้าและหลังจากนั้นคือความเร่าร้อนที่วิ่งพล่านไปมาในช่องปากจนสติแทบหลุดลอย แม้จะรู้ดีว่ามันคือพลังงานของตัวเอง แต่ความรู้สึกในตอนนี้มันช่างอบอุ่นอ่อนหวานจนไม่อยากให้คนตรงหน้ารีบผละไปไหน

ขอแค่รองท้องก่อน เดี๋ยวนายทำการบ้านไม่เสร็จแล้วจะโทษว่าเป็นเพราะฉัน

เมฆกระซิบพลางตบหัวผมเบาๆ สองสามครั้งแล้วขยับตัวขึ้นไปนอนบนฟูกต่อ ผมกระพริบตาปริบอย่างงงๆ

อ้าว ไม่ต่อแล้วเหรอ พูดจบก็เบิ่งตาค้างแล้วรีบสะบัดหน้าหนีจนคอแทบพลิกเพื่อหลบสายตาของเจ้าปีศาจที่จ้องเขม็งมา

โฮ... ไม่!! นี่ผมพูดอะไรออกไปเนี่ย!!

ไม่ต้องห่วงน่า นายทำการบ้านเสร็จเมื่อไหร่ฉันจะขอบุญคุณคืนแบบทบต้นทบดอก รับรองว่านายได้นอนหมดแรงจนถึงพรุ่งนี้เช้าแน่ๆ

คำพูดชวนคิดทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่ามันไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่น้ำเสียงติดตลกนั่นก็ทำให้ผมก้มหน้างุด เขินจัดจนไม่กล้าหันไปสบตา และไม่อยากรับรู้ด้วยว่าแววตาของเมฆที่มองผมตอนนี้มันอ่อนโยนแค่ไหน

แม่ครับ ผมไปเรียนก่อนนะ

เสียงสดใสที่แม้แต่ตัวเองยังแปลกใจคงสร้างความประหลาดใจให้แม่พอดู ถึงขนาดละจากหม้อแกงที่มีควันคลุ้งส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายมาหาผมซึ่งนั่งใส่รองเท้าอยู่หน้าบ้าน ทว่าสิ่งที่คาดเดาไว้ก็ผิดหมดเมื่อแม่ยิ้มแล้วบอกว่า...

รออีกสักห้านาทีได้ไหมลูก แกงเผ็ดไก่ย่างจวนเสร็จแล้ว

หมายความว่าวันนี้แม่จะให้ผมแบกข้าวไปกินที่โรงเรียนนั่นเอง เฮ้ย!! ไม่เอา เด็กม.ปลายที่ไหนจะเอาข้าวไปกินที่โรงเรียนกันเล่า!!

ผมกลับมากินดีกว่าครับแม่ นะ... วันนี้ตอนเที่ยงผมอยากกินก๋วยเตี๋ยวไก่

ว่าแล้วก็แบมือเพื่อขอเงิน แม่ผมยิ้มก่อนส่งเงินให้สามสิบบาท เป็นไปได้ไง!! วันนี้แม่ให้เงินผมเพิ่มหรือเนี่ย!!

เหลือแล้วค่อยมาใส่กระปุกแล้วกันนะ วันก่อนเห็นเมฆบอกว่าซื้อกระปุกออมสินให้ลูกนี่

หน้าร้อนวูบทันใดเมื่อได้ยินชื่อนี้ ผมรีบก้มทำเป็นผูกเชือกรองเท้าเพื่อหลบหน้า กลัวแม่สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ... ช่วยไม่ได้จริงๆ นี่นา แค่นึกถึงสิ่งที่เจ้าปีศาจมันทำเมื่อคืนนี้แล้วก็ห้ามอาการเขินของตัวเองไว้ไม่ได้ ถึงจะแค่ทำเพื่อตอบแทนบุญคุณก็เถอะ

ใช่ แค่ตอบแทนบุญคุณ แล้วนับแต่วันนี้ผมคงไม่ยอมให้เจ้านั่นกินอีกง่ายๆ แล้วแน่นอน

เต้ เป็นอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมหน้าแดง

อ๋อ เปล่าครับแม่ เอ่อ... คงเป็นเพราะกลิ่นแกงไก่น่ะครับ ผมไปก่อนนะฮะ

ความจริงผมไม่ต้องลุกลี้ลุกลนออกมาจากบ้านเพราะแม่รีบวิ่งเข้าไปในครัวเพื่อดูหม้อแกง แต่นะ... ถ้าผมไม่รีบ ผมอาจต้องเจอใคร... เอ๊ย ผมอาจจะไปโรงเรียนสายก็ได้

เดินมาได้สักพักก็แหงนคอมองชั้นสอง ตอนที่ผมลงมาเมฆยังนอนอยู่ ใบหน้าคมคายเวลาหลับของหมอนั่นดูดีจนไม่อยากเชื่อ โว้ย!! นี่ผมคิดบ้าอะไรเนี่ย ไม่คิด ไม่คิด!!!

บ่นงึมงำอะไรอยู่วะ ไอ้เต้

คำทักทายที่มาพร้อมกับความเจ็บปวดเพราะคนทักเล่นเอากระเป๋าฟาดลงมาที่กลางหลัง ถึงไม่รุนแรงนักแต่ก็ทำให้หลังผมแทบแอ่นไปตามปริมาณหนังสือที่เบียดกันอยู่ข้างใน ขณะที่ผมนึกอยากเหวี่ยงกระเป๋าตัวเองไปตบกบาลไอ้กั้งเพื่อตอบแทนการทักทายอย่างเป็นกันเอง มันก็รีบเผ่นแผล็วออกนอกระยะวงสวิงราวกับนกรู้

ประหลาดดีที่วันนี้แกมาเช้า

น้อยหน่อย ข้าไม่เคยมาสายเกินเวลาเข้าแถวเคารพธงชาตินะเว้ย

กั้งหัวเราะแล้วขยับเข้ามาใกล้ เหลือบมองกระเป๋าผมก่อนขยับตัวไปอีกทาง ซึ่งคาดเดาได้ไม่ยากว่าเป็นทิศที่ผมไม่สามารถเหวี่ยงกระเป๋าได้อย่างถนัดนั่นเอง

ข้าก็นึกว่าแกกลัวพวกไอ้หนึ่ง เมื่อวานนี้สายตามันทำข้าสยองเลยว่ะ

เหอะ!! ข้าน่ะรึจะกลัวไอ้คุณชายนั่น แค่ผวาไปนิดเดียวเอง ไม่ใช่กลัวสักหน่อย

ทำพูดดีไป ข้าก็ไม่รู้ว่ามันวางแผนแกล้งอะไรแกอีก อย่างเมื่อวานซืนนี้ก็เห็นมันเดินตามหลังแกต้อยๆ ข้ากลัวว่ามันจะหาพวกมาดักเล่นงานแกอีกน่ะสิ

เฮ้ย!! คิดอะไรบ้าๆ นอกจากไอ้แย้กับไอ้ทัน หนึ่งมันไม่เคยพาพวกมารุมกระทืบข้านะเว้ย

กันไว้ดีกว่าแก้น่า กั้งจ้องหน้าผม ใครจะไปรู้ใจมันล่ะ เขาถึงว่าจิตใจมนุษย์ไซร้ ยากแท้หยั่งถึง

ผมเหลือกตาขึ้นฟ้ากับสำนวนแปลกๆ ของเพื่อนร่วมชั้นที่ไม่รู้เอาไปโยงกับคนอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ อย่างหนึ่งได้ยังไง กั้งกับผมใช่ว่าสนิทกันมากเพราะเวลาเกิดเรื่องมันจะรีบหายหัวไปทุกที แต่ผมไม่โทษมันหรอกเพราะตัวมันเตี้ยกว่าผมด้วยซ้ำแถมผิวดำรูปร่างก็เล็กแกร็น ผมทรงกะลาครอบสวมแว่นตากรอบบางใสบอกยี่ห้อเด็กเรียน ไม่ได้เข้าข้างตัวเองนะ ผมว่าตัวเองยังดูสมชายมากกว่ากั้งเลย

เมื่อวานข้าไปซื้อ PS2 ในตลาดมาว่ะ นอกจากลดราคาแล้วยังแถมแผ่นเกมตั้ง 5 แผ่น

เหรอ ผมพูดอย่างไม่ใส่ใจ ต่อให้ลดราคาถูกแค่ไหนผมก็ไม่มีปัญญาเป็นเจ้าของหรอก

แค่สี่พันกว่าเอง ถึงตอนนี้ PS2 มันตกยุคแล้วแต่คุณภาพยังแจ่มอยู่ เมื่อวานข้าเล่นเกมฟุตบอล สุดยอดเลยว่ะ

อืม ตอบรับอย่างขอไปที ความจริงกั้งก็รู้นะว่าสภาพบ้านผมไม่เอื้อที่จะให้ซื้อของแพงและไร้สาระพวกนี้ แต่ยังมาพูดให้อิจฉาเล่นอีก อย่างนี้มันจะน่าคบไหมเนี่ย

ให้แกยืมเล่นเอาป่ะ เย็นนี้ไปเล่นที่บ้านข้ากัน

เต้มันไปบ้านแกไม่ได้หรอกไอ้แห้ง วันนี้มันต้องไปประชุมที่บ้านข้าเรื่องงานวิทยาศาสตร์

เสียงห้าวดุดังขึ้นด้านหลังทำให้ผมและกั้งถึงกับสะดุ้งโหยง ร่างสูงทะมึนที่จ้องมาอย่างกราดเกรี้ยวทำให้ผมกลืนน้ำลายและก้าวถอยหนีโดยอัตโนมัติ ทว่าหนึ่งกลับโอบรอบคอผมไว้พร้อมกับไอ้กั้งที่ยืนตัวสั่น ส่งเสียงคำรามลอดไรฟันแต่ฟังแล้วหัวแทบโกร๋น สยองกว่าเจอจูออนซะอีก

อย่าสะเออะลากคนของข้าไปไหนมาไหนโดยที่ข้าไม่ได้รับอนุญาต ส่วนแก... ไอ้เต้ วันนี้แกต้องไปบ้านข้าไม่งั้นข้าจะจับแกยัดลงคอห่านแน่

ว่าจบก็ดึงคอเสื้อไอ้แห้งทั้งสองแล้วออกแรงผลักไปทางด้านหลัง ผมโชคดีหน่อยที่ยันตัวไว้ได้ส่วนกั้งไถลลงไปในหลุมอุกาบาตเรียบร้อยแล้ว

มันเป็นบ้าอะไรแต่เช้าวะ เฮ้ย! กั้ง เป็นไงมั่ง

ผมสบถหลังจากหนึ่งเดินไปไกลแล้วก่อนมองดูถุงเท้าเพื่อนที่เลอะน้ำจากดินถมถนน แต่นับว่ายังโชคดีที่กั้งไม่มีแผลอะไร ถึงอย่างนั้นเมื่อมันก้มดูสภาพตัวเองแล้วทำสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ ผมก็ถอนหายใจพลางตบไหล่เพื่อนเบาๆ

แกโชคดีที่ยังจบแค่ถุงเท้า เมื่อก่อนข้าโดนทั้งตัว

กั้งปัดมือผมที่จับไหล่ออกแล้วเดินหนีไปไม่พูดไม่จา มันคงเคืองผมนั่นแหละที่พาให้มันโดนลูกหลงไปด้วย

อารมณ์ของหนึ่งยังคงไม่ดีตลอดทั้งวัน ดูเหมือนมันจะระรานคนทั้งห้องได้ทั้งที่บางคนแค่เดินผ่านเพื่อเอาขยะไปทิ้ง ยัยสามสาวก็ดูเกร็งๆ ส่วนผมได้แต่นั่งนิ่งอยู่กับโต๊ะไม่กล้าขยับ อาจเป็นเพราะเมื่อวานนี้ข้อสรุปเรื่องผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ผลก็ได้

เต้ กลุ่มนายใครเป็นหัวหน้า

เกริกเกียรติ หัวหน้าห้องเดินเข้ามาถาม คงเพราะเขาจะทวงงานวิทยาศาสตร์ของกลุ่มผมนั่นแหละ แต่ไอ้หนึ่งกลับตะโกนข้ามโต๊ะมาทั้งที่ผมยังไม่ทันอ้าปาก

ไปถามขี้ข้าอย่างมันคิดว่าจะได้เรื่องหรือไง สงสัยอะไรมาถามข้านี่ไอ้เกริก

หัวหน้าห้องพยักหน้าเหมือนรับรู้แล้วเดินเข้าไปหา แต่ก็หยุดยืนอยู่ในระยะที่ห่างไกลรัศมีบาทาและหากเกิดอะไรขึ้นก็พร้อมเผ่นได้ทันท่วงที เอ่อ... นี่ไม่ใช่การ์ตูนตาหวานนะครับหัวหน้าห้องถึงได้หล่อเทพเก่งเทพ มันก็คนธรรมดาเดินดินกินข้าวแกงนี่แหละ ถึงเกริกจะจัดได้ว่าสูงและหน้าตาพอดูได้ แต่สิวประปรายที่ใบหน้ากับแว่นตากลมกรอบบางนั่นเทียบไม่ได้เลยกับความคมคายแต่เนียนเด้ง จนผมอดสงสัยไม่ได้ว่าหนึ่งมันแอบใช้ครีมประทินผิวของคุณนายกิมลั้งหรือเปล่า

พรุ่งนี้เช้าข้าจะส่งให้ เพราะมีไอ้บางตัวไม่ยอมให้ความร่วมมือ

น่าน... โยนความผิดกันได้หน้าตาเฉย

ผมจำต้องก้มหน้าเพื่อสะกดตัวเองไม่ให้หันไปจ้องหรือหาอะไรขว้างใส่ปากมอมๆ ของไอ้หนึ่ง แต่ตาเจ้ากรรมดันเหลือบไปเห็นสายตาของกลุ่มยัยปูที่มองมาทางผมแล้วเบะปากเหยียด

หวังว่าวันนี้คงไปได้นะยะ

คำพูดประชดของใครคนหนึ่งในกลุ่มยัยสามสาวทำให้ผมต้องพยักหน้าอย่างยอมจำนน แต่ในใจยังภาวนาว่าขอให้เย็นนี้เมฆมารับผมด้วยเถอะ

แต่มันก็ไม่มา...

หลังเลิกเรียนกลุ่มของผมก็ออกมายืนออกันหน้าประตูเพื่อรอรถที่ทางบ้านหนึ่งส่งมารับ ส่วนผมชะเง้อคอมองไปตามมุมตึกโดยหวังว่าใครบางคนอาจยืนแอบซ่อนตัวอยู่ นึกอยากจะเดินไปดูในร้านค้าใกล้ๆ แต่ก็ทำไม่ได้เมื่อ CRV เคลื่อนมาจอดตรงหน้า หนึ่งพยักพเยิดให้สองสาวนั่งข้างคนขับพลางดึงคอเสื้อผมโยนเข้าไปในรถแล้วก้าวตามเข้ามา ส่วนแย้กับทันรั้งท้าย

ขอฉันโทรไปบอกที่บ้านก่อนได้ไหม

หนึ่งมองผมด้วยแววตาเหมือนอยากฆ่าให้ตายตรงนั้นก่อนส่งมือถือของมันให้ แม้ไม่อยากเชื่อว่ามันจะใจกว้างให้ยืมโทรศัพท์แต่ผมก็ไม่มีเวลาลังเลนัก โดยเฉพาะตอนที่สองตาแวววาวนั่นหรี่ลงจนดูเหมือนนายปีศาจที่บ้านเข้าไปทุกที

หนึ่ง เดี๋ยวฉันขอยืมบ้างนะ ฉันเองก็ลืมโทรบอกที่บ้านเหมือนกัน รุ้งตะโกนบอกมาจากทางด้านหน้า คงเพราะเห็นว่าหนึ่งให้ผมยืมโทรศัพท์ แต่มันกลับตะคอกใส่

ใครใช้ให้พูดแทรก!! คนกำลังคุยโทรศัพท์หัดมีมารยาทบ้างสิ แล้วทำไมเธอไม่รู้จักเตรียมตัวทั้งที่ฉันก็บอกตั้งแต่เมื่อวานแล้ว หา!!!

ทั้งรถต่างเข้าสู่ความเงียบเมื่อเจอฤทธิ์ของคุณชายเจ้าอารมณ์ เหลือเพียงเสียงของผมที่คุยโทรศัพท์กับแม่เท่านั้น

ครับแม่ ผมยังไม่รู้จะกลับกี่โมงแต่คิดว่าไม่ดึกหรอกฮะ หือ จะให้เมฆมารับเหรอ?

ถึงประโยคนี้โทรศัพท์ก็ถูกดึงจากมือไปทันที ผมมองหนึ่งอย่างหวาดๆ กลัวว่ามันจะพูดไม่ดีกับแม่ (คาดเดาจากสีหน้าที่กลายเป็นยักษ์ไปเรียบร้อยแล้ว) ทว่าเสียงที่เอ่ยออกมากลับระรื่นหูอย่างน่าใจหาย

ไม่ต้องหรอกฮะคุณน้า เดี๋ยวผมให้คนขับรถไปส่งเต้ที่บ้านเอง แล้วจากนั้นมันก็เงียบไปสักพักก่อนน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจะทำให้ผมตัวชาวาบ

ฉันจะพาน้องนายกลับไปส่งด้วยอาการครบสามสิบสอง ถ้ามันไม่กวนโทโสฉันมากไปกว่านี้นะ

แล้วมันก็ปิดเครื่องฉับ จับมือถือยัดลงกระเป๋าเสื้อแล้วหันมาตะคอกใส่ผม

แค่ไปทำกิจกรรมกลุ่มที่บ้านเพื่อนนี่ต้องวุ่นวายกันถึงขนาดยกทั้งครอบครัวมาสั่งเสียเลยรึไง แล้วแค่ข้าวมื้อสองมื้อนี่พูดอย่างกับฉันจะไม่มีปัญญาเลี้ยงแกงั้นแหละ!!

ไม่ได้คิดว่าไม่มีปัญญา แต่คิดว่าแกจะแกล้งให้ฉันอดข้าวมากกว่าต่างหากเล่า

คิดแล้วก็นึกถึงเรื่องเมื่อปีก่อนที่เจ้าสามคนนี่แย่งเงินผมไปจนหมด ทำให้ผมต้องอดข้าวกลางวันอย่างน้อยเดือนละสามหน เออ... จะว่าไปแล้วจำนวนเงินที่หนึ่งมันเอาไปน่ะพอซื้อชุด A COMBO ได้ตั้งหลายมื้อนี่หว่า

งั้นที่มันเลี้ยงข้าวผมเมื่อวานก็ไม่ถือเป็นบุญคุณสินะ

ผมมองออกไปนอกหน้าต่างเพราะไม่อยากเสวนากับคุณชายอารมณ์ร้าย แต่กระจกใสยังพอให้เห็นสายตาอาฆาตที่ส่งตรงมายังผมโดยเฉพาะ

แม่สองสาวนั่น!

หวังเหลือเกินว่าไปบ้านหนึ่งหนนี้คงไม่มีอะไรแย่ๆ เกิดขึ้นนะ

CRV คันโก้เลี้ยวเข้าไปในบริเวณบ้าน เอ๊ย ไม่ใช่สิ เรียกคฤหาสน์ถึงจะถูก ผมก็อธิบายไม่ถูกหรอกครับว่าขนาดมันใหญ่โตโอเว่อร์มากแค่ไหน เอาเป็นว่าคฤหาสน์พวกเศรษฐีในละครน้ำเน่าหลังข่าวน่ะ เทียบไม่ติดแม้หนึ่งในสิบของบ้านไอ้หนึ่งเลย

แม่ล่ะ หนึ่งหันไปถามเด็กรับใช้ซึ่งยังเป็นสาวรุ่นที่วิ่งหน้าตั้งเข้ามาหา เท่าที่ดูแล้วเธอน่าจะอายุมากกว่าพวกผมไม่กี่ปี

คุณนายไปงานเลี้ยงค่ะ เห็นว่าคืนนี้คงกลับดึก

ผมคิดไปเองหรือเปล่านะที่เห็นแม่นี่ชม้ายชายตามองไอ้หนึ่งอย่างมีความหมาย สองสาวน่ารักของห้องก็ทำท่าไม่พอใจ แต่คุณชายเนื้อหอมกลับเดินลิ่วเข้าบ้านหน้าตาเฉย

คุณภาค คุณภาค!!

หนึ่งตะโกนลั่นทันทีที่เปิดประตูเข้าบ้าน ไอเย็นของเครื่องปรับอากาศลอยมากระทบจนผมรู้สึกหนาวสะท้านและกลั้นจามเอาไว้ไม่ได้ หลังจากฮัดเช้ยไปสองครั้ง ผมก็ได้ยินเสียงยัยปูลอยมา

แค่แอร์เย็นนิดเย็นหน่อยก็จามแล้ว เบื่อพวกเด็กสลัมจริงๆ

ดูเหมือนว่าไม่ใช่แค่ผมที่ได้ยิน ทั้งทันกับแย้ต่างหันมองเจ้าหล่อนเป็นตาเดียวแต่หลังจากนั้นก็ทำเป็นไม่สนใจ ยัยบ้าเอ๊ย! ถ้าผมเป็นผู้หญิงล่ะก็ ยายนี่ต้องโดนต่อยแน่ๆ

รู้สึกว่าแม่บ้านจะทำข้าวต้มทะเลไว้ แต่เอาเป็นว่าฉันสั่งพิซซ่าเลี้ยงพวกนายแทนแล้วกัน หนึ่งหันมาบอกหลังจากพูดอะไรบางอย่างกับชายวัยกลางคนที่ดูภูมิฐาน และเขายังยืนยิ้มอยู่ข้างกายเจ้านายผู้อ่อนวัยกว่าโดยไม่ขยับไปไหน

ดีสิ ฉันอยากกินขอบไส้กรอกชีส ยัยปูพูดด้วยน้ำเสียงกระดี๊กระด๊า ก่อนทำหน้าจ๋อยลงทันควันเมื่อหนึ่งบอกเสียงเย็น

โรงแรมที่ฉันสั่งพิซซ่ากินประจำไม่มีประเภทที่เธอว่าหรอกนะ

หลังจากที่สั่งของกินเสร็จมันก็เดินนำพวกผมขึ้นไปชั้นสอง ผมพยายามจดจำทางให้ได้มากที่สุดเผื่อว่าถ้าเกิดต้องไปเข้าห้องน้ำจะได้ไม่หลงทางตายในบ้านหลังนี้ แต่ดูเหมือนหนทางจะไม่เลวร้ายตามคาด เมื่อขึ้นบันไดแล้วเลี้ยวซ้ายเดินตรงเข้ามาอีกหน่อย หนึ่งก็หยุดอยู่หน้าห้องที่เป็นประตูไม้แกะสลักลวดลายเถากุหลาบ

ทันทีที่ประตูเปิดออก ผมก็เกิดความรู้สึกเหมือนก้าวเข้ามาอยู่อีกโลกหนึ่ง ห้องที่หนึ่งพาเข้ามานี้ใหญ่กว่าตัวบ้านผมซะอีก ม่านสีน้ำเงินดิ้นทองขนาดใหญ่กางปกปิดหน้าต่างทุกบานราวต้องการแบ่งแยกความวุ่นวายจากภายนอกกับความสงบเงียบของบ้านนี้ ทีวีพลาสม่าบางเฉียบเครื่องเบ้อเร่อแขวนอยู่ตรงผนังและถัดลงมาคือชั้นวาง CD จำนวนมหาศาล โซฟายาวสีน้ำเงินลวดลายเข้ากับผ้าม่านดูหรูหราจนผมนึกไม่อยากนั่ง แต่ทันกับแย้กลับนอนเอกเขนกยกขาพาดโต๊ะรับแขกกระจกอย่างสบายอุราเหมือนอยู่คฤหาสน์หลังนี้มาทั้งชีวิต ส่วนสองสาวพุ่งไปที่ชั้นวาง CD เพื่อเลือกหนังที่ตนต้องการ

แกจะยืนหาสวรรค์วิมานอะไร นั่งสิ

ผมนั่งแปะลงกับพื้นทันทีเมื่อสิ้นเสียงสั่งของเจ้าหนึ่ง ยัยปูกับยัยรุ้งที่หันมาเห็นพอดีก็พร้อมใจกันหัวเราะ ส่วนทันกับแย้ยิ้มมุมปากอย่างเหยียดหยาม

โซฟามันจะกัดแกรึไงถ้านั่งบนนั้น เออ... ช่างมันเหอะ พวกนายคุยกันไปก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันมา

แล้วหนึ่งก็เดินออกจากห้องหน้าตาเฉย ผมเดาเอาว่ามันคงเปิดโอกาสให้ยัยสองสาวกับเพื่อนซี้ของมันดูถูกผมได้อย่างเต็มที่ เพราะทันทีที่เสียงประตูปิด ยัยรุ้งก็เริ่มเปิดศึก

ฉันรำคาญพวกเด็กสลัมที่ไม่รู้จักกาลเทศะซะจริง แต่อย่างว่าแหละ นั่งบนพื้นก็เหมาะกับนายดีนะ เต้

ผมนั่งกอดเข่ามองไปรอบห้องพยายามไม่สนใจคำพูดถากถาง ผมไม่ใช่ผู้หญิงนี่ถึงต้องมานั่งจุกจิก แม้จะรำคาญยัยนกกระจิบพวกนี้มากแค่ไหนก็ต้องอดทนเข้าไว้

เพราะนายนั่นแหละ ทำให้หนึ่งอารมณ์เสีย ยายปูร่วมผสมโรง ฮ่วย! นี่ผมชักหงุดหงิดจริงๆ แล้วนะนี่

แล้วทำไมยังหาข้อสรุปอีกไม่ได้ล่ะ ก็ไหนว่าจะทำกล่องปริศนากันไม่ใช่เหรอ ผมหันไปถามพวกผู้ชายที่ท่าทางจะเอาน้ำเอาแก๊สมากกว่า อีกอย่างคือไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับผู้หญิงให้วุ่นวาย แย้มองผมด้วยหางตาก่อนยักไหล่แล้วตอบ

หนึ่งมันเห็นด้วยเรื่องที่ว่าจะใช้หนู มันบอกไอเดียที่จะดึงคนมาเข้าชมก็เข้าท่าดี

อ้าว แล้วจะประชุมกันอีกทำไม

เห็นบอกว่าอยากให้เป็นเอกฉันท์อะไรนี่แหละ เพราะยัยสองคนนั่นไม่ยอม บอกว่าหนูมันน่าขยะแขยง คำพูดของทันทำให้ผมขมวดคิ้ว

คนอย่างไอ้หนึ่งเนี่ยนะยอมฟังคำพูดของคนอื่น ในเมื่อมันเผด็จการจะตายชัก

แล้วพะ... พวกนาย... ฮะ... ฮัดเช้ย!!

จามอีกครั้งแล้วหันมาถาม แต่คราวนี้แย้กระโดดหนีไปทางโซฟาอีกตัว ทำท่าเหมือนผมเป็นตัวเชื้อโรคอย่างงั้นแหละ

เดี๋ยวหนึ่งมันมานายก็ถามมันเองแล้วกัน ฉันขี้เกียจตอบ

ว่าจบ คนที่เพิ่งถูกเอ่ยชื่อก็เข้ามาพอดี ในมือมันถืออะไรบางอย่างเข้ามาด้วย แต่...

เฮ้ย! เดี๋ยวสิ ถ้าผมมองไม่ผิดนั่นมัน PS2!!

 
edit @ 2007/09/20 12:16:05